เขียนโดย : Editorial Team – Siam Prime Capital
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการแล้วเคยเจอคำว่า “ไม่ผ่านสินเชื่อ” อย่าเพิ่งสรุปว่าธุรกิจไม่ดีครับ ในความเป็นจริง ไม่ผ่าน มักแปลว่า “ตัวเลข–เอกสาร–พฤติกรรมทางการเงิน ณ วันที่ยื่น” ยังไม่ชัดพอในสายตาผู้พิจารณา
บทความนี้คือ “คู่มือแก้เกม” สำหรับคนที่เคยไม่ผ่าน หรือรู้สึกว่ายังไม่พร้อมจะยื่น สินเชื่อธุรกิจ sme ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ต้องการวางแผนใหม่ให้ดี เพื่อกลับไปยื่น สินเชื่อsmeไม่มีหลักทรัพย์ 2569 แล้วมีโอกาสผ่านมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ต้องการวงเงินเพื่อหมุนของ เสริมสภาพคล่อง หรือปิดจุดรั่วของกระแสเงินสด
ผมจะพาคุณทำตามกรอบเวลา 90 วัน ว่าแต่ละช่วงควรทำอะไรบ้าง เพื่อให้ “ภาพรวมธุรกิจ” ดูดีขึ้นจริง ทั้งในงบ ในสเตทเมนต์ และในสายตาธนาคาร/สถาบันการเงินที่ปล่อย สินเชื่อธุรกิจ sme และ สินเชื่อเงินกู้ เพื่อกิจการ
ถ้าอยากเข้าใจภาพใหญ่ก่อน แนะนำให้อ่านหน้าแม่: “สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคืออะไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน” แล้วค่อยกลับมาทำบทความนี้เป็น Roadmap ลงมือครับ
ก่อนจะไปลงรายละเอียดทีละวัน ผมอยากให้คุณเห็นภาพจากเคสที่ผมเจอบ่อย ๆ ก่อนครับ เพราะหลายครั้ง “ไม่ผ่านสินเชื่อ” ไม่ได้เกิดจากธุรกิจไม่ดี แต่เกิดจากวันที่ยื่นเอกสาร ธนาคารยังอ่านไม่ออกว่า รายได้จริงอยู่ตรงไหน เงินไหลยังไง และจะเอาเงินก้อนใหม่ไปทำอะไรแล้วคืนจากอะไร พอปรับให้ 3 เรื่องนี้เล่าไปทางเดียวกัน โอกาสกลับไปยื่นใหม่แล้วผ่านจะดีขึ้นมาก
ผมเคยช่วยร้านอาหารที่ยอดขายเฉลี่ยประมาณ 450,000–600,000 บาท/เดือน เจ้าของร้านมั่นใจว่ารายได้พอจ่าย แต่รอบแรกไม่ผ่านเพราะ Statement มีช่วง “เงินเข้าหาย” หลายวันติดกัน พอไล่ดูจริง ๆ พบว่าเป็นวันที่รับเงินสดแล้วเอาไปจ่ายของเลย ไม่ได้ฝากเข้าบัญชี ทำให้ธนาคารตีความว่า “รายได้ไม่ต่อเนื่อง”
สิ่งที่ผมให้ทำในเฟส 30 วันคือ แยกบัญชีธุรกิจ 1 บัญชีรับเงินหลัก และ “ฝากเงินสดเข้าบัญชีทุก 2 วัน” พร้อมจดโน้ตสั้น ๆ ว่าวันไหนปิดร้าน/ซ่อมร้านหรือยอดแกว่งเพราะอะไร พอ Statement เริ่มเห็นจังหวะเงินเข้าชัดขึ้น รอบคำถามจากธนาคารลดลง และคุยเรื่องวงเงินได้ง่ายกว่ารอบเดิมแบบรู้สึกได้
อีกเคสเป็นผู้รับเหมา เงินเข้าทีเป็นก้อน 200,000–600,000 บาท ตามงวดงาน แต่ตอนยื่นครั้งแรกเอกสาร “ไม่ผูกกัน” เงินเข้าก้อนใหญ่ไม่มีการอ้างอิงสัญญา/ใบวางบิล/ใบส่งมอบ ทำให้ธนาคารถามย้อนหลายรอบว่าเงินมาจากอะไร แถมยังมีการจ่ายค่าวัสดุบางส่วนจากบัญชีส่วนตัว ทำให้เงินออกกระจายหลายทางและอธิบายยาก
ผมแก้ด้วย “ไฟล์ Trace 1 หน้า” จับคู่ เงินเข้าก้อนใหญ่ ↔ งวดงาน ↔ เลขเอกสาร และย้ายให้รับ–จ่ายหลักวิ่งผ่านบัญชีธุรกิจบัญชีเดียวให้มากที่สุดใน 30–60 วัน พอทำให้ย้อนรอยได้ ธนาคารอ่านเรื่องไวขึ้นทันที เพราะเห็นทั้งที่มารายได้และทางคืนเงินแบบชัดเจน
สองเคสนี้ทำให้เห็นว่า จุดที่ธนาคาร “ติด” มักไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้ แต่คือ “ความต่อเนื่อง + ความเชื่อมโยง + ความโปร่งใส” ของข้อมูลที่เรายื่น ดังนั้น Roadmap 3เดือน ในบทความนี้จะพาคุณปรับทีละชั้น ตั้งแต่เช็กเครดิต/ภาระหนี้ ไปจนถึงการเดินบัญชีให้เป็นแพตเทิร์น และจัดเอกสารให้เล่าเรื่องเดียวกัน เพื่อเพิ่มโอกาสยื่น สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน รอบถัดไปให้ผ่านมากขึ้น
ก่อนจะเริ่มแผน3เดือน ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนว่า
ถ้าเรายื่นด้วย “โปรไฟล์แบบเดิม” ผลลัพธ์ก็มักจะออกมา “เหมือนเดิม”
ดังนั้น ขั้นแรกสุดคือ ตอบให้ได้ว่า “ธนาคารมองเราติดตรงไหน” ซึ่งมักอยู่ใน 4 กลุ่มนี้
ยอดขายต่อปีอาจยังน้อย หรือเหวี่ยงขึ้นลงแรงมาก
มีกำไรบนกระดาษ แต่กระแสเงินสดในบัญชีจริง ๆ กลับตึง
ตัวเลขในงบการเงิน/ภาษี ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้ธนาคาร “มองไม่เห็นศักยภาพธุรกิจ”
DSCR (Debt Service Coverage Ratio) คืออัตราส่วนระหว่าง
“เงินสดที่ธุรกิจมีไว้จ่ายหนี้” ÷ “ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในงวดนั้น”
ถ้า DSCR ต่ำมาก (เช่น ใกล้ 1 หรือต่ำกว่า 1 ชัดเจน) ธนาคารจะกังวลว่าถ้าอนุมัติไป ธุรกิจอาจตึงกับค่างวดเกินไป
เคยมีหนี้ค้าง/ค้างเกิน 90 วัน
วงเงินบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลใช้ใกล้เต็มตลอด
เปิดบัญชีสินเชื่อหลายแห่งในระยะเวลาใกล้กัน
แม้ธุรกิจจะมีรายได้ แต่ภาพรวม “วินัยการชำระหนี้” จะทำให้ธนาคารลังเล
รายได้ส่วนใหญ่ยังเป็นเงินสด ไม่เข้าบัญชี
ใช้บัญชีเดียวกันทั้งเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ
เอกสารสำคัญ เช่น งบการเงิน ภาษี สัญญาเช่า สัญญาลูกค้า ยังไม่พร้อม
เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นจุดที่ “แก้ได้” ถ้าเรารู้ตัวและมีเวลาเตรียม
รายได้เป็นเงินสดเยอะ แต่ไม่ฝากเข้าบัญชีสม่ำเสมอ → Statement ดูรายได้ไม่ต่อเนื่อง
บัญชีส่วนตัวปนบัญชีธุรกิจ → ธนาคารแยกไม่ออกว่าเงินเข้าออกคือธุรกิจหรือชีวิตส่วนตัว
โอนวน/เงินเข้าออกจำนวนใกล้เคียงกันในวันเดียวซ้ำ ๆ → ภาพดูไม่โปร่งใส แม้จะมีเหตุผลจริง
ภาษี/ยอดขายที่แจ้ง ไม่สัมพันธ์กับเงินเข้าบัญชี → ธนาคารลังเลเพราะ “ตัวเลขเล่าเรื่องคนละทาง”
เงินเข้าก้อนใหญ่ไม่มีหลักฐานผูกกับงาน (PO/สัญญา/Invoice/ใบส่งมอบ) → ดูเหมือนเงินโอนทั่วไป ไม่ใช่รายได้จากธุรกิจ
7 วันแรก ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อน เป้าหมายมีแค่ 3 อย่างคือ
รู้สถานะเครดิตของตัวเอง
รู้ DSCR โดยประมาณของธุรกิจ
รู้ “รายได้–รายจ่ายจริง” ของกิจการ
ภายใน 7 วันแรก แนะนำให้
ขอรายงานเครดิตบูโรของตัวเอง (และผู้ถือหุ้นหลัก ถ้าเกี่ยวข้อง)
ดูว่าเคยมีหนี้ค้างเกินกำหนดไหม
จดรายการหนี้ทั้งหมด: วงเงิน, ยอดคงค้าง, ค่างวดต่อเดือน
คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้คือ
ตอนนี้เราจ่ายหนี้ “ตรงเวลาจริงไหม?”
มีบัญชีไหนที่สามารถปิดเพื่อลดภาระได้บ้าง?
ส่วนคำถามยอดฮิตอย่าง “เครดิตบูโรล้างประวัติกี่ปี” โดยทั่วไปข้อมูลในเครดิตบูโรจะเก็บเป็นปี ๆ ตามประเภทประวัติ แต่สิ่งที่ธนาคารมองจริง ๆ คือ
ช่วง 6–12 เดือนล่าสุด พฤติกรรมการใช้หนี้ของคุณ “ดีขึ้นหรือแย่ลง”
ถ้าช่วงหลังเริ่มจ่ายตรง ปิดหนี้เล็ก ๆ บางก้อน โอกาสคุยกับธนาคารจะง่ายขึ้นกว่าตอนที่ยังปล่อยทุกอย่างตามมีตามเกิด
แม้จะไม่ใช่นักการเงิน ก็ประเมินคร่าว ๆ ได้ง่าย ๆ ว่า
ธุรกิจมี “เงินสดจากการดำเนินงาน” โดยเฉลี่ยต่อเดือนประมาณเท่าไร
เมื่อเอามาเทียบกับ “ค่างวดหนี้ทั้งหมดต่อเดือน (รวมก้อนใหม่ที่อยากกู้)” แล้วเหลือกันชนแค่ไหน
ถ้ารู้สึกว่าตัวเลขตึงมาก เช่น เงินพอแค่จ่ายหนี้ ไม่มีเหลือเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด แปลว่า ยังไม่พร้อมรับหนี้เพิ่ม และต้องจัดการกับโครงสร้างหนี้เดิมบางส่วนก่อน
รายละเอียดเชิงลึกเรื่อง DSCR ไปต่อได้ที่บทความ เกณฑ์ที่ธนาคารใช้อนุมัติ: DSCR กระแสเงินสด และเครดิต
ในช่วง 7 วันนี้ ลอง
จดบันทึกรายได้–ค่าใช้จ่ายของธุรกิจแบบละเอียด
แยกให้ชัดว่าอะไรคือรายได้ประจำ อะไรคือรายได้ครั้งคราว
แยกค่าใช้จ่ายที่เป็น “ธุรกิจจริง ๆ” ออกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่เอามาปน
ข้อมูลตรงนี้จะกลายเป็นฐานของการจัดระบบเดินบัญชีและปรับงบการเงินในเฟสถัดไป
ช่วง 7–30 วันคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้บัญชี ให้เข้าใกล้แบบที่ธนาคารอยากเห็น โดยเฉพาะคนที่ตั้งเป้า สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือ สินเชื่อsmeไม่มีหลักทรัพย์ 2569
ถ้าปัจจุบันยังใช้บัญชีเดียวปนกันหมด แนะนำว่า
เปิดบัญชีที่ใช้เฉพาะธุรกิจ (รับเงิน–จ่ายเงินของกิจการ)
ให้รายได้หลักจากลูกค้า “เข้าบัญชีนี้” เป็นหลัก
ลดการโอนเงินออกไปใช้ส่วนตัวแบบพร่ำเพรื่อ
การแยกแบบนี้ทำให้เวลาธนาคารเปิดดูสเตทเมนต์ เขาจะเห็น “ภาพธุรกิจจริง ๆ” ไม่ใช่ภาพชีวิตส่วนตัวปนกันจนแยกไม่ออก
ตัวอย่างแพทเทิร์นที่ธนาคารไม่ชอบเห็น เช่น
โอนเงินไป–มา ระหว่างบัญชีหลาย ๆ บัญชี ในจำนวนที่เท่า ๆ กัน ดูเหมือน “วนเงิน”
ยอดโอนเข้าออกสูงผิดปกติในช่วงสั้น ๆ ก่อนยื่นกู้
เงินเข้า–ออกโดยไม่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจ
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำให้ธนาคาร ไม่มั่นใจในความโปร่งใส
ถ้าธุรกิจรับเงินสดเยอะ ช่วงนี้คือเวลาที่ดีในการเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น
ให้ลูกค้าจ่ายผ่านการโอน/พร้อมเพย์/เครื่องรูดบัตรมากขึ้น
ฝากเงินสดเข้าบัญชีธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ พร้อมบันทึกที่มาคร่าว ๆ
ตั้งหลักว่า “รายได้จากธุรกิจควรวิ่งผ่านบัญชี” เพื่อใช้เป็นหลักฐานในอนาคต
หลักคิดคือ รายได้จากธุรกิจควรวิ่งผ่านบัญชีให้ตรวจสอบได้ เพื่อใช้ยื่น สินเชื่อธุรกิจ sme ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน รอบถัดไป
รายละเอียดเทคนิคตรงนี้จะไปต่อที่บทความ เดินบัญชียังไงให้ธนาคารเชื่อ: ลดเงินสดลอย เพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยให้คุณวาง Pattern เดินบัญชีได้อย่างน่าเชื่อถือในสายตาธนาคาร
ช่วง 1–3 เดือนถัดไป คือการ สร้างประวัติใหม่ ให้ธนาคารเห็นว่า
ตอนนี้ธุรกิจของคุณ “จัดระเบียบมากขึ้น” ไม่เหมือนตอนที่ยื่นแล้วไม่ผ่านครั้งก่อน
ลองกำหนดกติกาง่าย ๆ เช่น
รายได้จากลูกค้าเข้าที่ บัญชีรับเงิน เป็นหลัก
ค่าใช้จ่ายธุรกิจ (ค่าเช่า, ค่าแรง, ค่าวัตถุดิบ ฯลฯ) ออกจาก บัญชีจ่าย ที่ชัดเจน
การโอนระหว่างบัญชีมีเหตุผล เช่น โอนจากบัญชีรับเงินไปบัญชีสำรอง, โอนไปจ่ายเจ้าหนี้
ทำให้ 2–3 เดือนนี้ “อ่านง่าย” และช่วยให้การขอ สินเชื่อธุรกิจ sme ดูมีความเป็นระบบขึ้น
ถ้าเป็นไปได้
นัดคุยกับนักบัญชีเพื่อเช็กว่า งบการเงินสะท้อนความจริงแค่ไหน
วางแผนให้ตัวเลขรายได้–กำไร–ภาษี “ใกล้เคียงความเป็นจริง” มากขึ้น ไม่ใช่ยื่นต่ำจนดูเหมือนธุรกิจไม่แข็งแรง
ทำความเข้าใจว่า ถ้ายื่นภาษีเพิ่มขึ้นบ้าง แต่แลกกับโอกาสได้วงเงินและเงื่อนไขสินเชื่อที่ดีกว่าในอนาคต คุ้มค่าหรือไม่
ในมุมธนาคาร เขาตัดสินใจจาก “ตัวเลขในระบบ” ไม่ใช่จากคำพูดแยกต่างหาก การยอมให้ตัวเลขในระบบดูแข็งแรงขึ้นอย่างถูกต้อง ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติในระยะยาว
ถ้าในช่วง Day 0–7 คุณพบว่า DSCR ตึงมาก ลองพิจารณา
ปิดหนี้ก้อนเล็กที่ดอกเบี้ยสูงก่อน (เช่น หนี้บัตรเครดิตบางส่วน)
คุยเรื่องปรับโครงสร้างหนี้บางก้อน ให้ค่างวดต่อเดือนลดลง
หยุดสร้างหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น (เช่น ผ่อนของที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ) ในช่วงที่กำลังจะขอสินเชื่อธุรกิจ
เมื่อ DSCR ดีขึ้น ภาพรวมความสามารถชำระหนี้จะดีขึ้นชัด โดยเฉพาะเวลาขอ สินเชื่อธุรกิจ sme ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่พึ่งพากระแสเงินสดและวินัยการเงินเป็นหลัก
ก่อนเดินเข้าธนาคารหรือคุยกับที่ปรึกษาอีกครั้ง ลองใช้เช็กลิสต์นี้ช่วยตรวจสอบตัวเอง
รายได้เข้าบัญชี ต่อเนื่องกว่าเดิม แล้วหรือยัง?
มีช่วงเวลา 3–6 เดือนล่าสุดที่เห็นชัดว่า “ธุรกิจมีกระแสเงินสดเป็นบวก” หรือไม่?
ถ้าใส่ค่างวดหนี้ก้อนใหม่เข้าไป DSCR ยังอยู่ในโซนที่ธุรกิจหายใจได้สบายหรือเปล่า?
ยังมีหนี้ค้าง หรือหนี้เสียที่ยังไม่ได้จัดการอยู่ไหม?
พฤติกรรมจ่ายหนี้ในช่วง 6 เดือนล่าสุด “ดีขึ้น” หรือยังเหมือนเดิม?
สามารถปิดหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล/บัตรเครดิตที่ไม่จำเป็นบางส่วน เพื่อลดภาระรวมได้หรือไม่?
มีบัญชีธุรกิจที่ใช้รับ–จ่ายหลักอย่างชัดเจนหรือยัง?
การเดินบัญชีในช่วง 3–6 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีแพทเทิร์นที่ดูหมุนเงินแปลก ๆ แล้วหรือยัง?
เอกสารหลัก เช่น งบการเงิน ภาษี สัญญาเช่า สัญญาลูกค้า สเตทเมนต์ พร้อมให้ธนาคารตรวจภายในไม่กี่วันไหม?
ถ้าตอบ “ใช่” ได้มากกว่าตอนรอบแรก นั่นคือสัญญาณว่าคุณ “เปลี่ยนโปรไฟล์” ของตัวเองแล้วจริง ๆ ไม่ใช่แค่ยื่นใหม่ด้วยข้อมูลชุดเดิม
การเตรียมตัวแบบ 3 เดือน ไม่ได้มีไว้ให้รีบวิ่งไปยื่นกู้ใหม่โดยเร็วที่สุด แต่มีไว้เพื่อ
จัดระเบียบธุรกิจและการเงินให้แข็งแรงขึ้นจริง
สร้างประวัติใหม่ในเครดิตและสเตทเมนต์
ทำให้คุณมั่นใจว่า ถ้ากู้ผ่านแล้ว ธุรกิจจะไม่หอบค่างวดเกินไป
สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะยื่น สินเชื่อธุรกิจ sme ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน, มองหา สินเชื่อsmeไม่มีหลักทรัพย์ 2569, หรือกำลังเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ให้จำไว้ว่า “ธนาคารไม่ได้ปฏิเสธเพราะคุณไม่มีหลักประกันเสมอไป” แต่ปฏิเสธเมื่อเขายัง “อ่านเรื่องธุรกิจไม่ออก” หรือยังไม่เชื่อว่าคุณจะคืนเงินกู้ได้อย่างสม่ำเสมอ
เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากแนวทางและข้อมูลสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการยื่นสินเชื่อธุรกิจสำหรับ SME (เช่น การดูแลคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ช่องทางตรวจข้อมูลเครดิต และการเตรียมเอกสารนิติบุคคลให้ตรวจสอบได้) ผู้อ่านที่ต้องการศึกษาต่อเชิงลึกสามารถดูข้อมูลจากแหล่งทางการต่อไปนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): ใช้เป็นกรอบความรู้ด้านคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน รวมถึงช่องทางช่วยเหลือ/ร้องเรียน/แจ้งเบาะแสเมื่อพบพฤติกรรมหรือข้อเสนอที่เสี่ยง (เช่น ให้โอนเงินล่วงหน้า หรือการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม)
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB/เครดิตบูโร): ใช้อ้างอิงเรื่องการตรวจรายงานข้อมูลเครดิตและช่องทางการขอตรวจเครดิต เพื่อประเมินความพร้อมด้านประวัติการชำระหนี้ก่อนยื่นสินเชื่อ (โดยเฉพาะในเคสที่เคย “ไม่ผ่าน” มาก่อน)
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD): ใช้อ้างอิงช่องทางการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล/รับรองสำเนาเอกสารผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเตรียมเอกสารนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบันและตรวจสอบได้
เดินบัญชียังไงให้ธนาคารเชื่อ: ลดเงินสดลอย เพิ่มความโปร่งใส
ขอสินเชื่อไม่ผ่านแล้วทำยังไงดี? วางแผน 6–12 เดือนเพื่อยื่นสินเชื่อไม่ใช้หลักประกันรอบสอง