เขียนโดย : Editorial Team – Siam Prime Capital
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
ถ้าคุณกำลังมองหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องหรือขยายธุรกิจ แต่ไม่อยากนำบ้าน/ที่ดินไปค้ำประกัน บทความนี้จะช่วย “จัดแผนที่ทางเลือก” ให้ชัดว่า สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มีรูปแบบไหนบ้าง ควรเลือกแบบใดให้เหมาะกับกระแสเงินสดของกิจการ และต้องระวังอะไรเพื่อไม่ให้ภาระหนี้หนักเกินไป
หมายเหตุ: ถ้าคุณต้องการภาพรวมแบบละเอียดเรื่องเกณฑ์อนุมัติ (DSCR/กระแสเงินสด/เครดิต) แนะนำอ่านบทความแม่: สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (อัปเดต 2569) แล้วค่อยกลับมาใช้หน้านี้เป็น “คู่มือเลือกทางเลือก”
สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569 คือการขอวงเงินสำหรับธุรกิจโดย “ไม่ต้องใช้” บ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินใหญ่เป็นหลักประกัน จุดสำคัญคือผู้ให้กู้จะมอง ความสามารถชำระหนี้ของธุรกิจ เป็นหลัก (เช่น กระแสเงินสด รายได้เข้า–ออกบัญชี ความเสถียรของยอดขาย ภาระหนี้เดิม และภาพรวมเครดิต)
พูดให้ตรงที่สุด:
ถ้าธุรกิจ “สร้างเงินสดได้จริงและสม่ำเสมอ” โอกาสเข้าถึง สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะสูงขึ้น
แต่ถ้ารายได้กระจัดกระจาย เงินสดลอย หรือเอกสารเล่าเรื่องไม่ตรงกัน วงเงินอาจถูกลด/ขอเอกสารเพิ่ม/ชะลอการอนุมัติ
ไม่ต้องเสี่ยงทรัพย์สินส่วนตัว เหมาะกับเจ้าของกิจการที่ยังไม่พร้อมเอาบ้าน/ที่ดินไปค้ำ
ช่วยเติมทุนหมุนเวียนได้ทันจังหวะ เช่น รับออเดอร์ใหม่ ขยายสต็อก จ้างทีม เพิ่มกำลังผลิต
เหมาะกับธุรกิจที่ “ทรัพย์ไม่ใช่ที่ดิน” เช่น บริการ ธุรกิจออนไลน์ ทีม/ระบบคือสินทรัพย์หลัก
ขั้นตอนบางส่วนอาจเร็วกว่าแบบมีหลักประกัน เพราะไม่ต้องประเมินหลักทรัพย์/ตรวจโฉนด
ดอกเบี้ย/ต้นทุนรวม มักสูงกว่า สินเชื่อมีหลักประกัน (แลกกับการไม่ใช้ทรัพย์ค้ำ)
วงเงินผูกกับ “รายได้และกำไรจริง” ไม่ได้ผูกกับราคาที่ดิน
ถ้าค่างวดใหม่ทำให้เงินเหลือหลังค่าใช้จ่ายจำเป็น “น้อยเกินไป” ธนาคารมักลดวงเงินหรือขอเอกสารเพิ่ม
การยื่นหลายที่แบบลองผิดลองถูก อาจทำให้ถูกมองว่าเสี่ยงมากขึ้น (ควรเลือกยื่นอย่างมีแผน)
ในปี 2569 มีเครื่องมือเสริมที่น่าสนใจ 2 กลุ่มใหญ่ คือ (1) กลไกแชร์ความเสี่ยงฝั่งธนาคาร และ (2) โครงการค้ำประกันโดยบสย. ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดเรื่อง “ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” และทำให้การเข้าถึง สินเชื่อธุรกิจ SME บางประเภท “มีโอกาสเดินง่ายขึ้น” ในทางปฏิบัติ
(A) ธปท.: โครงการ ‘SMEs Credit Boost’ (เริ่ม 15 ม.ค. 2569)
โครงการนี้เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่” ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแหล่งเงินจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ปี 2569 ราว 20,000 ล้านบาท และคาดว่าจะช่วยเพิ่มสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 100,000 ล้านบาทในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า.
จุดที่เจ้าของกิจการควรรู้คือ โครงการกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุดราว 15–30% (ขึ้นกับขนาดกิจการ) และคุ้มครองได้สูงสุด 7 ปี รวมถึงกำหนดเพดานวงเงินต่อราย (SME รวมทุกธนาคารไม่เกิน 100 ล้านบาท) และ “ลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโครงการ”.
(B) บสย.: ‘SMEs Quick Big Win’ วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท (รับถึง 30 ธ.ค. 2569)
ถ้าคุณติดเรื่อง “หลักทรัพย์ไม่พอ” โครงการค้ำประกันของ บสย. เป็นตัวช่วยตรงจุด โดย Quick Big Win ระบุวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท และฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก.
โครงการย่อยหลัก ๆ มี 3 แบบ เพื่อให้เลือกตามขนาดวงเงิน (micro → วงเงินกลาง/สูง → งานที่ต้องใช้หนังสือค้ำประกัน).
(C) ธปท.: ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ (เปิดลงทะเบียน 5 ม.ค. 2569) — ช่วย “เจ้าของกิจการ” เคลียร์ NPL เล็ก ๆ
หลายเคสสินเชื่อธุรกิจสะดุดเพราะเครดิตของ “เจ้าของ/ผู้ค้ำ” มากกว่าตัวกิจการเอง โครงการนี้ช่วยลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่มียอดหนี้เสีย (NPL) รวมทุกแห่งไม่เกิน 100,000 บาท (อ้างอิง ณ 30 ก.ย. 2568) และเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ 5 ม.ค. 2569 โดย SAM จะรับซื้อหนี้ไม่มีหลักประกันและปรับโครงสร้างแบบผ่อนปรน เช่น ลดยอดเงินต้นบางส่วน/ยกเว้นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมคงค้าง และมีทางเลือกปิดจบหรือผ่อนได้ (สูงสุดไม่เกิน 3 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างเข้ามาตรการ).
ใช้งานยังไงให้เกิดประโยชน์กับ “สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569”
ถ้าคุณ “ยื่นสินเชื่อใหม่” กับธนาคาร: ให้ถามตรง ๆ ว่าเคสของคุณเข้ากรอบ SMEs Credit Boost ได้หรือไม่.
ถ้าติด “หลักทรัพย์ไม่พอ”: ให้พิจารณาเส้นทาง บสย. Quick Big Win แล้วเลือกโครงการย่อยให้ตรงขนาดวงเงิน/รูปแบบธุรกิจ.
ถ้าเจ้าของกิจการมี NPL เล็ก ๆ ตามเกณฑ์: การเคลียร์ก่อนช่วยให้ “ภาพเครดิต” พร้อมขึ้นก่อนกลับมายื่นสินเชื่อธุรกิจ.
ด้านล่างคือ “3 กลุ่มใหญ่” ที่เจ้าของกิจการใช้จริง โดยแต่ละกลุ่มเหมาะกับโจทย์คนละแบบ
เหมาะเมื่อ:
รายได้เข้าบัญชีค่อนข้างสม่ำเสมอ
ต้องการเงินก้อน/วงเงินหมุนเวียนเพื่อใช้จ่ายในธุรกิจ
อยากสร้างเครดิตเพื่อเพิ่มวงเงินในอนาคต
ตัวอย่างรูปแบบ:
วงเงินหมุนเวียน / OD
Term Loan แบบไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
โปรแกรมสำหรับ Micro/Franchise/ธุรกิจเฉพาะกลุ่ม (ขึ้นกับผู้ให้กู้)
เหมาะเมื่อ:
ธุรกิจขายแบบ B2B มีเครดิตเทอม
มีเอกสารรายได้ชัด (ใบแจ้งหนี้/สัญญา/เอกสารรับเงิน)
ปัญหาหลักคือ “ช่องว่างเงินสด” ไม่ใช่ต้องการกู้ลงทุนยาว
ตัวอย่าง:
Factoring / Invoice Financing / โอนสิทธิรับเงิน (แล้วแต่โครงสร้าง)
กลุ่มนี้มักเป็น แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน ที่ช่วย “ปิดช่องว่างเงินสด” ได้ดี เพราะอิงกับรายได้/สิทธิเรียกร้อง มากกว่าทรัพย์สิน
เหมาะเมื่อ:
มี PO/คำสั่งซื้อ หรือเอกสารการค้าชัดเจน
ต้องใช้เงินไปจัดซื้อวัตถุดิบ/ผลิต/ส่งมอบก่อนรับเงิน
ตัวอย่าง:
PO Finance / สินเชื่อที่อิงเอกสารการค้า (ขึ้นกับผู้ให้กู้และประเภทธุรกิจ)
ก่อนเลือก สินเชื่อธุรกิจ SME หรือ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน แบบอื่น ให้ตอบ 5 ข้อนี้:
เงินที่ต้องการ “เอาไปทำอะไร”
หมุนระยะสั้น (สต็อก/ค่าใช้จ่าย/รับงาน) หรือ ลงทุนระยะยาว (เครื่องจักร/ขยายสาขา)
รายได้ “เข้าบัญชีสม่ำเสมอ” แค่ไหน
สม่ำเสมอ = เหมาะกับ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มากขึ้น
ธุรกิจมีเครดิตเทอม/Invoice/สัญญารับเงินไหม
มี = กลุ่ม Factoring/Invoice Financing อาจตอบโจทย์เร็ว
รับค่างวดได้แค่ไหนโดย “ไม่ทำให้ธุรกิจตึง”
ถ้าค่างวดกิน buffer มากเกินไป ต่อให้อนุมัติได้ก็เสี่ยง
เป้าหมายคือ “แค่ให้เงินไม่ขาด” หรือ “สร้างเครดิตเพื่อโตต่อ”
ถ้าจะโตต่อ การเลือกเครื่องมือที่ช่วยสร้างประวัติชำระดีสำคัญมาก
ผมเคยดูเคสของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายน้ำมันเครื่องจากต่างประเทศ รายได้ไม่ได้แย่เลย—ยอดขายเฉลี่ย 1.6–2.2 ล้านบาท/เดือน ลูกค้าหลักเป็นอู่และร้านค้าส่ง (B2B) ที่สั่งประจำ แต่ปัญหาคือ “รูปแบบเงินเข้า–ออกไม่สอดคล้องกัน”
ลูกค้าขอเครดิตเทอม 60 วัน (บางเจ้า 45 วัน แต่ส่วนใหญ่ 60)
ฝั่งซัพพลายเออร์ให้เครดิตเทอม 30 วัน และบางล็อตต้องวางมัดจำก่อนส่งของ
มาร์จิ้นขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 10–14% (แล้วแต่รุ่นและโปรโมชัน)
ตอนผมลอง “จับกระแสเงินสด” แบบง่าย ๆ ให้เขาดู ผมเริ่มจากคำถามเดียว:
ถ้ายอดขายเดือนละ 2 ล้าน แล้วเงินเข้าช้ากว่าเงินออก 30 วัน ธุรกิจต้องมีเงินสำรองขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะไม่สะดุด?
คำตอบที่เราเห็นร่วมกันคือ—แค่ช่องว่างเครดิตเทอม 30 วัน (60 วันลบ 30 วัน) ก็ทำให้ต้องแบก “เงินหมุน” ใกล้เคียง ต้นทุน 1 เดือน ทันที
ถ้าต้นทุนขายราว ๆ 86–90% ของยอดขาย (ตามมาร์จิ้น 10–14%) แปลว่าเขาต้องมีเงินหมุนสำรองประมาณ 1.4–1.8 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จ่ายซัพพลายเออร์ช้า
สิ่งที่ทำให้เคสนี้ “ดูเหมือนทำกำไร แต่เงินสดหาย” คือเขาโตแบบเร่งสต็อก พอเริ่มรับออเดอร์เพิ่ม เขาต้องสั่งของเข้ามาก่อน แต่เงินจากลูกค้าเข้าช้า ธุรกิจเลยตึงเป็นช่วง ๆ
ข้อผิดพลาดที่เจอจริงในรอบแรก
เขาพยายามไปทาง สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ก่อน เพราะคิดว่า “ขอวงเงินก้อนไว้จบ”
แต่พอธนาคารดูสเตทเมนต์ รายรับเข้าเป็นก้อนใหญ่ ๆ แล้วเงียบไปช่วงหนึ่ง (ตามเครดิตเทอม) ภาพมันไม่สม่ำเสมอ และยังมีเงินเข้าออกปนบัญชีส่วนตัว ทำให้ “เล่าเรื่องยาก”
ที่หนักสุดคือ เขาใช้เงินก้อนเดียวกันหมุนทั้งสต็อกและค่าใช้จ่าย ทำให้บางเดือนค่างวดที่คาดไว้ “ทับ” กับรอบจ่ายซัพพลายเออร์พอดี
จุดเปลี่ยน: เราเลิกเดา แล้วเลือกเครื่องมือให้ตรง “สาเหตุเงินสดตึง”
ผมสรุปให้เขาฟังตรง ๆ ว่า เคสนี้ไม่ได้ขาดทุน และไม่ได้ต้องการเงินลงทุนยาวเป็นหลัก แต่ติดที่ “รอเก็บเงินลูกค้า”
ดังนั้นเราปรับเป็น 2 ชั้น:
ใช้เครื่องมือที่อิง “รายได้ที่จะได้รับ” เพื่อลดช่องว่างเงินสด
ถ้าลูกหนี้เป็นเจ้าที่เครดิตโอเคและเอกสารชัด เราออกแบบให้ใช้แนวทางแบบ Invoice/Factoring (หรือโครงสร้างที่อิงใบแจ้งหนี้/เอกสารรับเงิน) เพื่อดึงเงินบางส่วนออกมาก่อน เช่น 70–80% ของยอด Invoice
เป้าหมายไม่ใช่ “กู้ให้ได้วงเงินสูงสุด” แต่คือ “ให้จ่ายซัพพลายเออร์ทัน และสต็อกไม่ขาด”
ค่อยเสริมด้วยสินเชื่อแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ในจังหวะที่บัญชีเล่าเรื่องชัดขึ้น
เราให้เขาแยกบัญชีธุรกิจจริงจัง ทำตารางรอบเก็บเงิน–รอบจ่ายเงิน
ทำให้ธนาคารเห็นแพตเทิร์นรายรับตามรอบเครดิตเทอม ไม่ใช่เหมือนรายได้แกว่งมั่ว ๆ
ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่ผมชอบในเคสนี้คือ พอเงินสดไม่สะดุด เขาหยุด “สั่งของแบบกลัวของขาด” แล้วกลับมาคุมสต็อกตามยอดหมุนจริง มาร์จิ้นไม่ถูกกินด้วยส่วนลดเร่งขายเพื่อหาเงินสดทันที
อีกเคสที่ผมเจอบ่อยเป็นธุรกิจบริการที่มีรายได้เข้าเกือบทุกสัปดาห์ ยอดขายเฉลี่ย 7–9 แสน/เดือน ค่าใช้จ่ายหลักเป็นค่าแรงและการตลาด จุดแข็งคือเงินเข้าถี่และสม่ำเสมอ แต่เจ้าของอยากเพิ่มทีม/เพิ่มงบยิงแอดเพื่อโต
ตอนแรกเขาตั้งใจขอเงินก้อนใหญ่แบบ Term ยาว ๆ แต่พอเรานั่งไล่รายการใช้เงินจริง ๆ กลับพบว่าเงินที่ต้องใช้เพิ่ม “ไม่ได้ใช้ยาวทั้งหมด” ส่วนใหญ่เป็นทุนหมุนเวียนที่หมุนกลับได้ใน 1–3 เดือน
สิ่งที่ผมทำกับเคสนี้คือบังคับให้ตอบ 2 คำถาม
เงินก้อนนี้จะกลับมาเป็นรายได้เมื่อไหร่ (1 เดือน? 3 เดือน? 6 เดือน?)
ถ้ายอดขายตก 15% ยังจ่ายค่างวดไหวไหม
สุดท้ายเราจบที่โครงสร้างแบบ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่เป็นวงเงินหมุนเวียน/วงเงินใช้ตามรอบงานมากกว่า เพราะ
ธุรกิจมีรายรับเข้าบัญชีสม่ำเสมออยู่แล้ว
ใช้เงินแบบ “เติม–หมุน–คืน” ได้
และเราตั้งกติกาเลยว่า ค่างวดต้องไม่กิน buffer (เงินเหลือหลังค่าใช้จ่ายจำเป็น) จนบางเกินไป
ข้อผิดพลาดที่ผมเตือนเคสนี้เสมอคือ ถ้าเอาวงเงินหมุนเวียนไปใช้ลงทุนยาว (เช่น ซื้อสินทรัพย์ใหญ่) จะทำให้ “เงินหมุนไม่พอ” แล้วหนี้จะเริ่มบีบธุรกิจทันที—ต่อให้ยอดขายยังดีอยู่ก็ตาม
หมายเหตุเชิงความโปร่งใส: เคสด้านบนเป็น “เคสเล่าเชิงประสบการณ์” เพื่อให้เห็นหลักคิดและวิธีเลือกเครื่องมือ โดยรายละเอียดถูกปรับ/ทำให้นิรนาม และผลลัพธ์จริงขึ้นกับงบ การเดินบัญชี ภาระหนี้ และเงื่อนไขผู้ให้ทุนในช่วงเวลานั้น
Q1: สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569 กับ Factoring ต่างกันยังไง?
A: ถ้าต้องการวงเงินใช้ในธุรกิจแบบยืดหยุ่นและสร้างเครดิตระยะยาว มักไปทาง สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ถ้าโจทย์คือ “รอรับเงินจากลูกค้า” และมีเอกสารรายได้ชัด Factoring/Invoice Financing มักตอบโจทย์การปิดช่องว่างเงินสดได้ตรงกว่า
Q2: แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน แบบไหนเหมาะกับธุรกิจที่มีเครดิตเทอม?
A: โดยมากเครื่องมือที่อิงรายรับ/ใบแจ้งหนี้จะเหมาะ เพราะแก้ปัญหา “เงินเข้าไม่ทัน” ได้ตรงจุดกว่าการกู้ก้อนที่ต้องแบกค่างวดระยะยาว
Q3: สินเชื่อธุรกิจ SME แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันควรเลือก OD หรือ Term?
A: ถ้าใช้หมุนระยะสั้นและรายได้เข้าออกสม่ำเสมอ OD มักเหมาะกว่า แต่ถ้าลงทุนที่มีแผนคืนเงินชัด (เช่น เครื่องจักร/ขยายกำลังผลิต) Term Loan จะเข้าทางกว่า—ให้เลือกตามวัตถุประสงค์และกระแสเงินสดเป็นหลัก
สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569 เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของเจ้าของกิจการที่อยากโตโดยไม่เสี่ยงทรัพย์สินส่วนตัว แต่การเลือกให้เหมาะต้องเริ่มจากโจทย์จริงของธุรกิจว่า “ขาดเงินเพราะอะไร”
ถ้าขาดเพราะเครดิตเทอม/รอรับเงิน → โฟกัส แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน ที่อิงรายรับ (เช่น Invoice/Factoring)
ถ้าต้องการวงเงินหมุน/ลงทุน และรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอ → โฟกัส สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน พร้อมคุมค่างวดให้ไม่ตึง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) — โครงการ “SMEs Credit Boost” (ข่าวประชาสัมพันธ์/รายละเอียดโครงการ)
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) — บทความอธิบายกลไก “SMEs Credit Boost” และที่มาของเงินสนับสนุน (FIDF) (บทความ/เอกสารประกอบ)
บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) — หน้าข้อมูลโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” (รายละเอียดแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้)
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย./TCG) — ข่าวโครงการค้ำประกันและมาตรการ “SMEs Quick Big Win”
บสย./TCG — ข่าว “พร้อมค้ำ-พร้อมช่วย” (ของขวัญปีใหม่ 2569: ค่าธรรมเนียมค้ำฯ 3 ปีแรก/มาตรการช่วยลูกหนี้)
ทำเนียบรัฐบาล (ThaiGov) — ข่าวสรุป “SMEs Quick Big Win” (มุมมองนโยบาย/จุดเด่นโครงการ/โครงสร้างค่าธรรมเนียม)