เขียนโดย : Editorial Team – Siam Prime Capital
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังคิดจะเริ่มธุรกิจ หรือเพิ่งเริ่มไม่นานแล้วอยากขอ สินเชื่อธุรกิจsme คำถามยอดฮิตมักจะเป็น
ต้องมีเอกสารอะไรบ้างถึงจะกู้ผ่าน?
ถ้าเพิ่งเปิดกิจการ ยังไม่มีงบการเงินหลายปี จะยื่นเรื่องอย่างไร?
ธนาคาร/สถาบันการเงินเขาดูอะไรเป็นหลักก่อนอนุมัติ?
ข่าวดีคือ ต่อให้คุณเป็น สินเชื่อ ผู้ ประกอบการ รายใหม่ ก็ยังมีโอกาสเข้าถึง สินเชื่อธุรกิจsme และ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ได้ ถ้าเตรียมตัวให้ดีใน 3 เรื่องหลักคือ
(1) โครงสร้างธุรกิจ (2) เอกสาร (3) วินัยทางการเงิน
บทความนี้จะไล่เป็นขั้นตอนว่า ก่อนยื่น สินเชื่อ SME เริ่มต้นธุรกิจ ควรเตรียมอะไรบ้าง ตั้งแต่ภาพรวมกระบวนการ ไปจนถึงเช็กลิสต์เอกสารที่ใช้ยื่นจริงได้
แนะนำอ่านคู่กัน
ถ้าจะสรุปแบบมืออาชีพ ธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่า “ธุรกิจดูดีไหม” แต่ดูว่า เงินกู้จะกลายเป็นรายได้/เงินสดกลับมาจ่ายหนี้ได้จริงแค่ไหน โดยเฉพาะในเคส สินเชื่อ ผู้ ประกอบการ รายใหม่ ที่ข้อมูลย้อนหลังยังน้อย
ใช้กรอบ 4 มิตินี้เป็นเช็กลิสต์ก่อนยื่น จะทำให้เอกสารและคำอธิบาย “เข้าทาง” ธนาคารมากขึ้น
มีรายได้เข้าจริงจากลูกค้า
มีเอกสารประกอบ เช่น ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ สัญญาจ้าง
มีความต่อเนื่องของการดำเนินงาน (ไม่ใช่มีรายการแค่ช่วงสั้น ๆ)
ธนาคารสนใจ “เงินสดสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย” มากกว่ายอดขายรวม
ธุรกิจใหม่รายได้ไม่นิ่ง ธนาคารจึงมองแบบเผื่อความเสี่ยง
เครดิตบูโรส่วนตัวมีผลมากในช่วงที่ธุรกิจยังไม่มีเครดิตในนามกิจการ
พฤติกรรมชำระหนี้ตรงเวลา ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ
แยกเงินลงทุน (CapEx) กับเงินหมุนเวียน (Working Capital) ให้ชัด
ตอบให้ได้ว่า “ใช้เงินทำอะไร → รายได้กลับมาเมื่อไร → จะผ่อนจากเงินส่วนไหน”
เคสที่ “เอกสารครบ” แต่ “เล่าเรื่องไม่เป็นระบบ” มักถูกชะลอมากกว่าถูกปฏิเสธทันที เช่น ระบุวัตถุประสงค์กว้าง ๆ ว่า “ขอไปหมุนเวียน” แต่ไม่มีรายการใช้เงินจริง/ไทม์ไลน์/แหล่งรายได้ที่คืนเงิน
ธนาคารชอบเคสที่ แยกบัญชีธุรกิจ และมี “รายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอ” แม้ยอดไม่สูงมาก เพราะตีความง่ายว่าเป็นรายได้จริง ไม่ใช่เงินหมุนชั่วคราว
ก่อนจะไปถึงเอกสาร ลองดูภาพรวม “เส้นทางขอสินเชื่อ” จะช่วยให้รู้ว่าควรเตรียมอะไรล่วงหน้า
โดยทั่วไป กระบวนการขอ สินเชื่อธุรกิจsme มักแบ่งได้ประมาณนี้
ต้องการเงินไปทำอะไร? (หมุนเวียน / ลงทุน / เปิดร้าน / ซื้อเครื่องจักร ฯลฯ)
ต้องการวงเงินประมาณเท่าไร?
ธุรกิจอยู่ช่วงไหนแล้ว? (แค่ไอเดีย / เริ่มขายแล้ว / เริ่มโต)
เน้นหมุนเวียน → วงเงินหมุนเวียน / OD / สินเชื่อระยะสั้น
ลงทุนยาว (เครื่องจักร/ปรับปรุงร้าน) → Term Loan / สินเชื่อเพื่อการลงทุน
มือใหม่มาก ๆ → โปรแกรม สินเชื่อ ผู้ ประกอบการ รายใหม่ หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ออกแบบเฉพาะ
หมายเหตุ : บางคนอาจเทียบกับ สินเชื่อเงินด่วน หรือ กู้เงินด่วน แต่สำหรับธุรกิจ การเลือก “ประเภทสินเชื่อที่ตรงวัตถุประสงค์” สำคัญกว่า เพราะส่งผลต่อดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และความเสี่ยงกระแสเงินสด
เอกสารส่วนตัว
เอกสารจดทะเบียน/ใบอนุญาต
เอกสารการเงินและภาษี
สรุปธุรกิจ 1–3 หน้า (โมเดลรายได้/ต้นทุน/การใช้เงินกู้)
กรอกแบบฟอร์ม + แนบเอกสาร
บางแห่งขอเพิ่ม เช่น รูปถ่ายกิจการ สัญญากับลูกค้า
ตรวจเอกสาร + ตรวจเครดิตบูโร
บางเคสลงพื้นที่เยี่ยมกิจการ
อาจสัมภาษณ์/ขอข้อมูลเพิ่ม
อ่านเงื่อนไขดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ตารางผ่อน
วางแผนใช้เงินตามวัตถุประสงค์อย่างมีวินัย
Insight สั้น ๆ ที่ธนาคารไม่ค่อยเขียนในเว็บไซต์
ถ้าคุณเตรียม “สรุปธุรกิจ 1–3 หน้า” แนบไปตั้งแต่แรก (แทนการเล่าปากเปล่า) เคสจะเดินเร็วขึ้นมาก เพราะเจ้าหน้าที่นำเสนอให้ฝ่ายพิจารณาได้ง่าย
เอกสารที่ครบและชัด ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติได้มากกว่าคำพูดลอย ๆ โดยเฉพาะเคส สินเชื่อ ผู้ ประกอบการ รายใหม่
สำเนาบัตรประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้าน
ทะเบียนสมรส/ใบหย่า (ถ้าจำเป็นต่อการพิจารณา)
รายงานเครดิตบูโร (บางแห่งให้ไปขอเอง บางแห่งดึงให้)
เป้าหมายคือให้เห็นว่าเจ้าของมีประวัติทางการเงินแบบไหน ภาระหนี้อยู่ระดับใด เคยค้างชำระหรือไม่
สำหรับนิติบุคคล/หจก./ร้านค้า ควรเตรียม
หนังสือรับรองนิติบุคคล (มักกำหนดอายุเอกสาร)
วัตถุประสงค์ของบริษัท
หนังสือบริคณห์สนธิ (กรณีบริษัทจำกัด)
ภ.พ.20 (ถ้ามี)
ทะเบียนพาณิชย์ (กรณีร้านค้า/บุคคลธรรมดา)
กรณีเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ยังไม่จดนิติบุคคล อย่างน้อยควรมี
ทะเบียนพาณิชย์ (ถ้าเหมาะกับธุรกิจ)
สัญญาเช่าที่/เอกสารยืนยันสถานที่ทำการ
ใบอนุญาตเฉพาะ (ถ้ามี เช่น ร้านอาหาร)
เอกสารกลุ่มนี้คือ “หลักฐานว่าทำธุรกิจจริงและมีรายได้จริง”
งบการเงินย้อนหลัง 1–3 ปี (ถ้ามี)
สเตทเม้นต์บัญชีธุรกิจย้อนหลัง 6–12 เดือน
เอกสารภาษี เช่น ภ.พ.30, ภงด. (ถ้ามี)
ใบเสนอราคา/ใบแจ้งหนี้/สัญญาซื้อขายกับลูกค้า/ซัพพลายเออร์
สำหรับธุรกิจเพิ่งเริ่ม ยังไม่มีงบ:
สเตทเม้นต์บัญชีที่รับเงินจากลูกค้าจริง
หลักฐานการขาย เช่น สลิปโอน ใบเสร็จ/ใบกำกับ
เอกสารยืนยันออเดอร์/สัญญาว่าจ้าง (ยิ่งมี ยิ่งช่วย)
หลายเคสเอกสารครบ แต่ตอบคำถามเรื่อง “ธุรกิจคืออะไร” ไม่ชัด ทำให้โอกาสอนุมัติลดลงแบบไม่รู้ตัว
ตอบให้ได้ว่า
ขายอะไร (สินค้า/บริการ)
ขายให้ใคร (รายย่อย/บริษัท/หน่วยงาน)
ช่องทางขายหลัก (หน้าร้าน/ออนไลน์/ตัวแทน)
โครงราคา + กำไรต่อหน่วย/ต่อโปรเจกต์
แนะนำ: ทำเป็นสรุป 1–2 หน้า ให้เจ้าหน้าที่อ่านแล้วเข้าใจภาพรวมทันที
ธนาคารไม่ได้ดูแค่ยอดขาย แต่อยากรู้ว่าเหลือกำไรจริงเท่าไร
ต้นทุนสินค้า/วัตถุดิบ
ค่าแรง
ค่าเช่า
ค่าขนส่ง
ค่าใช้จ่ายคงที่อื่น ๆ
ทำตารางง่าย ๆ “ยอดขาย 100% แบ่งเป็นอะไรบ้าง” ให้เห็นกำไรขั้นต้น–กำไรสุทธิคร่าว ๆ
ตอบคำถามเหล่านี้ได้ก็เพียงพอ
ลูกค้าหลักคือใคร
เขาเจอคุณผ่านช่องทางไหน (Facebook/Line OA/Marketplace/หน้าร้าน)
จุดเด่นที่ทำให้เลือกคุณคืออะไร
6–12 เดือนจะเพิ่มลูกค้าอย่างไร
คำว่า “ดูดี” ไม่ใช่ทำตัวเลขหลอก แต่คือทำให้ “ภาพจริง” ชัดและตรวจสอบได้
แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้เร็วที่สุด
รายได้ธุรกิจเข้าบัญชีธุรกิจเป็นหลัก
ลดโอนเข้า–ออกมั่ว ๆ
ถ้าเป็นเงินสด ให้นำฝากเข้าบัญชีเป็นก้อน ๆ พร้อมบันทึกหลังบ้าน
อย่าปล่อยให้รายได้อยู่เงินสดอย่างเดียวจนไม่มีหลักฐาน
Insight สั้น ๆ ที่ธนาคารไม่ค่อยเขียนในเว็บไซต์
การ “ดันยอดระยะสั้น” ด้วยการยืมเงินคนอื่นมาวิ่งบัญชี มักถูกจับได้จากรูปแบบเงินเข้า-ออกที่ผิดธรรมชาติ และอาจทำให้ธนาคารไม่มั่นใจมากกว่าเดิม
ตรวจรายงานเครดิตล่วงหน้า ถ้ามีค้างชำระควรจัดการก่อนยื่น
เลี่ยงการยื่นหลายที่/เปิดสินเชื่อบุคคลถี่ ๆ ใกล้กัน
ถ้าหนี้บัตร/สินเชื่อส่วนบุคคลเยอะ ให้พิจารณาปรับโครงสร้างก่อนเพื่อให้ภาพรวมสมดุล
แนวทางแก้
พยายามทำให้รายรับเข้าบัญชี “สม่ำเสมอขึ้น”
ถ้าเป็นงานโปรเจกต์ แนบสัญญาจ้าง/เอกสารงาน
ทำบันทึกหลังบ้านว่าแต่ละยอดคืออะไร เผื่อสอบถาม
แนวทางแก้
ใช้เช็กลิสต์ท้ายบทความเตรียมก่อนยื่น
ทำสรุปแผนธุรกิจ 2–3 หน้า
ระบุวัตถุประสงค์เงินกู้ให้ชัดเจน (ซื้ออะไร/ทำอะไร/เมื่อไร)
แนวทางแก้
ปรับโครงสร้างหนี้เดิม/ปิดหนี้ดอกสูงบางส่วน
ลดวงเงินที่ขอและใช้เฉพาะส่วนจำเป็นจริง
อธิบายธุรกิจได้ชัดใน 1–2 หน้า
รู้ลูกค้าเป้าหมายและช่องทางขาย
มีโมเดลรายได้และโครงสร้างต้นทุน
มีประมาณการยอดขาย–กำไร 6–12 เดือน (อธิบายที่มาได้)
บัตร/ทะเบียนบ้านเจ้าของ/กรรมการ
หนังสือรับรอง/ทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี)
เอกสารภาษีที่เกี่ยวข้อง (ตามความเหมาะสม)
สเตทเม้นต์บัญชีธุรกิจย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
สัญญาเช่าที่/เอกสารยืนยันสถานที่
ใบเสนอราคา/ใบแจ้งหนี้/สัญญาที่เกี่ยวกับการใช้เงินกู้
ตรวจเครดิตบูโรรู้สถานะตัวเอง
ลดหนี้ดอกเบี้ยสูง/ภาระหนักเกินไป
แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีธุรกิจ
มีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เดือน
การขอ สินเชื่อ SME เริ่มต้นธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องดวง แต่คือการสื่อสารให้ชัดว่า
“ธุรกิจของคุณคืออะไร หาเงินจากไหน ใช้เงินกู้นี้ไปทำอะไร และจะมีเงินจากธุรกิจมาผ่อนคืนได้อย่างไร”
ถ้าคุณเตรียมเอกสารครบ ข้อมูลธุรกิจชัด และสเตทเม้นต์/เครดิตอยู่ในระดับที่รับได้ โอกาสกู้ผ่านจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญคือคุณจะเข้าใจธุรกิจของตัวเองดีขึ้นไปพร้อมกัน
ได้ หากมีสเตทเม้นต์รายได้จริง เอกสารการขาย/สัญญางาน และอธิบายการใช้เงินกู้ชัดเจน
สินเชื่อธุรกิจsmeเน้นโครงสร้าง วัตถุประสงค์ และเอกสารชัด เหมาะกับการวางระบบระยะยาว ส่วนสินเชื่อเงินด่วน/กู้เงินด่วนเน้นเร็ว แต่อาจต้นทุนสูงกว่าและไม่เหมาะกับการจัดโครงสร้างเงินทุนธุรกิจ
สรุปธุรกิจ 1–3 หน้า + สเตทเม้นต์ที่เป็นระบบ + เอกสารภาษี/จดทะเบียน (ถ้ามี) + เอกสารยืนยันการใช้เงิน (ใบเสนอราคา/สัญญา)
ธนาคารแห่งประเทศไทย: เครดิตบูโร (ภาพรวมบทบาทระบบข้อมูลเครดิต)
: ช่วยอธิบายกรอบระบบข้อมูลเครดิตและเหตุผลที่ “ประวัติชำระหนี้” มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ
บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB): ข้อมูลเครดิตคืออะไร สำคัญอย่างไร
: ธนาคารใช้ดูพฤติกรรมชำระหนี้ ภาระหนี้รวม และความเสี่ยงเครดิตของผู้ขอ โดยเฉพาะเมื่อเป็นสินเชื่อ ผู้ ประกอบการ รายใหม่ที่ธุรกิจยังไม่มีประวัติในนามกิจการ
ธอส. (GH Bank): DSR คืออะไร
: ใช้เป็นแนวคิดประเมินภาระผ่อนต่อรายได้ เพื่อดูว่ารับค่างวดไหวไหม (แต่ละสถาบันอาจมีเกณฑ์ภายในต่างกัน)
สำนักงาน ก.ล.ต. (SEC): เอกสารอธิบายอัตราส่วนทางการเงิน รวมถึง DSCR
: แนวคิด DSCR ใช้ประเมินว่ากระแสเงินสดจากกิจการ “พอจ่ายหนี้หรือไม่” แม้บางธนาคารอาจไม่เรียก DSCR ตรง ๆ แต่ประเมินใกล้เคียงผ่านกระแสเงินสดสุทธิและความสามารถชำระหนี้