เขียนโดย : Editorial Team – Siam Prime Capital
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 16 มกราคม 2569
ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งไม่ได้แพ้ที่ “ขายไม่ดี” แต่แพ้ที่ กระแสเงินสด — เงินสดไม่พอในจังหวะต้องซื้อสต๊อก จ่ายค่าแรง หรือขยายหน้าร้าน ทั้งที่ออเดอร์มี ลูกค้าชอบ และยอดขายกำลังขึ้น
ข่าวดีคือมี สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หลายโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคนละแบบ แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าของกิจการพลาดบ่อยคือ “เลือกสินเชื่อผิดประเภท” เช่น ใช้บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคลมาหมุนร้านจนดอกเบี้ยสูง วงเงินไม่พอ และการเงินส่วนตัวปนกับการเงินกิจการ
ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งไม่ได้แพ้ที่ “ขายไม่ดี” แต่แพ้ที่ “รอบเงิน” — เงินสดไม่พอในจังหวะต้องซื้อสต๊อก จ่ายค่าแรง หรือขยายหน้าร้าน ทั้งที่ออเดอร์มี ลูกค้าชอบ และยอดขายกำลังขึ้น
ข่าวดีคือมี สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หลายโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคนละแบบ แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าของกิจการพลาดบ่อยคือ “เลือกสินเชื่อผิดประเภท” เช่น ใช้บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคลมาหมุนร้านจนดอกเบี้ยสูง วงเงินไม่พอ และการเงินส่วนตัวปนกับการเงินกิจการ
บทความนี้จะช่วยให้คุณมองภาพชัดขึ้นว่า
หากยังไม่คุ้นเรื่องภาพรวมสินเชื่อ SME แนะนำให้ไปอ่าน สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME คืออะไร? คู่มือฉบับเจ้าของกิจการ และ สินเชื่อ SME คืออะไร? ต่างจากสินเชื่อบุคคลอย่างไร ควบคู่กัน จะเข้าใจโครงสร้างทั้งระบบได้ดีขึ้น
ถ้าขาดเงิน “หมุน” ระยะสั้น (ซื้อของ-จ่ายค่าใช้จ่ายก่อนเงินเข้า)
→ ดู วงเงินหมุนเวียน / สินเชื่อระยะสั้น หรือ OD
“ถ้าขาดเงิน ‘หมุน’ ระยะสั้น (ต้องจ่ายก่อน แต่เงินจะเข้าในภายหลัง)
→ ดูวงเงินหมุนเวียน/สินเชื่อระยะสั้น หรือ OD เพื่อพยุง กระแสเงินสด ช่วงสั้น”
ถ้ารายได้เข้าออกไม่เท่ากันแต่เข้าบัญชีสม่ำเสมอ
→ OD มักยืดหยุ่นสุด (แต่ต้องมีวินัย)
ก่อนเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ให้ตอบคำถามเดียว: “ตอนนี้เงินขาดตรงไหน” เพราะแต่ละแบบแก้คนละจุด
ขายดี แต่เงินจมในสต๊อก
ต้องสต๊อกสินค้าเยอะขึ้น แต่เงินสดในมือไม่พอ
ซื้อของรอบใหม่ไม่ทัน โอเวอร์เทิร์นช้า ทั้งที่ความต้องการของลูกค้ามี
ขายเชื่อ–ให้เครดิตลูกค้า แต่ซัพพลายเออร์ให้เครดิตเราน้อยกว่า
ลูกค้าจ่าย 30–60 วัน แต่เราต้องจ่ายต้นทุนภายใน 15 วัน
ระหว่างนั้นเงินสดขาดมือ ต้องหมุนจากแหล่งอื่น
ต้องลงทุนก้อนเล็ก–กลาง เพื่อขยายกิจการ
ปรับปรุงหน้าร้าน
ซื้ออุปกรณ์เพิ่ม เช่น เครื่องทำกาแฟ ตู้แช่ เครื่องมือช่าง
เพิ่มกำลังการผลิตเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นซื้อเครื่องจักรใหญ่
รายได้ไม่สม่ำเสมอ แต่ค่าใช้จ่ายประจำเดินทุกเดือน
บางเดือนขายดีมาก บางเดือนเงียบ
ต้องมีเงินสำรองสำหรับค่าเช่า ค่าพนักงาน และค่าใช้จ่ายประจำอื่น ๆ
ยิ่งคุณระบุ “ปัญหาเงินทุน” ได้ชัด การเลือกสินเชื่อ SME จะง่ายขึ้นมาก เพราะสินเชื่อแต่ละแบบมี “หน้าที่” ต่างกัน
สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เราพอจะแบ่งทางเลือกหลัก ๆ ได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
เหมาะกับ: ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ที่มียอดขายหมุนเวียน แต่ต้องซื้อของ–จ่ายเงินออกก่อน
ตัวอย่างรูปแบบที่พบได้บ่อย
วงเงินหมุนเวียนในรูปแบบ “เทอมโลนระยะสั้น”
วงเงินเบิกใช้แล้วผ่อนปิดภายใน 6–12 เดือน
บางโปรแกรมเป็น วงเงินหมุนเวียนสำหรับ SME ขนาดเล็ก โดยเฉพาะ
จุดเด่น
ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซื้อสต๊อก หรือรองรับค่าใช้จ่ายระยะสั้นได้
เหมาะกับธุรกิจที่ กระแสเงินสด ค่อนข้างคาดการณ์ได้ เช่น ซื้อ–ขาย–เก็บเงินภายใน 1–3 เดือน
สิ่งที่ต้องระวัง
อย่ามองว่าเป็นเงินก้อนฟรี ต้องดูว่า “กระแสเงินสด” ของธุรกิจสามารถจ่ายคืนได้ตามกำหนดหรือไม่
ใช้ให้ตรงวัตถุประสงค์ อย่าเอาไปอุดรูรั่วที่ไม่ควรใช้หนี้ก้อนใหม่แก้ เช่น ขาดทุนต่อเนื่องโดยยังไม่ได้แก้โมเดลธุรกิจ
หากอยากเข้าใจแนวคิดเรื่องเงินทุนหมุนเวียนให้ลึกขึ้น แนะนำให้อ่านต่อที่ เงินทุนหมุนเวียนคืออะไร ต่างจากกำไรอย่างไร เพราะจะช่วยให้มองออกว่าควรใช้เงินกู้ไปอุดจุดไหนของ กระแสเงินสดของธุรกิจ”
เหมาะกับ: ธุรกิจที่มีเงินเข้า–ออกผ่านบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ยอดขายพอมี แต่บางช่วงอาจต้อง “เบิกล่วงหน้า” ก่อนที่ยอดขายจะเข้า
OD (Overdraft) คือวงเงินที่สถาบันการเงินให้คุณ “ติดลบในบัญชีได้” ตามวงเงินที่อนุมัติ เช่น
วงเงิน 300,000 บาท
เงินในบัญชีจริง ๆ มี 50,000 แต่สามารถเบิก–โอนได้ถึง -250,000 บาท
จุดเด่น
ยืดหยุ่นมาก เหมาะกับธุรกิจที่รายได้เข้าออกไม่เท่ากันในแต่ละช่วง
เสียดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่ใช้จริง และตามจำนวนวัน (ไม่ใช่ทั้งวงเงินตลอดเวลา)
ข้อควรระวังสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
ถ้าเบิก OD เต็มวงเงินตลอด และไม่เคยปิดหรือหมุนลงมาเลย เป็นสัญญาณว่าโครงสร้างเงินกู้ไม่สมดุล
OD ไม่ควรเอาไปใช้ลงทุนระยะยาว เช่น ซื้อเครื่องจักรใหญ่ เพราะจะกลายเป็นภาระดอกเบี้ยหนัก
สำหรับเจ้าของกิจการที่สนใจ OD แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมในบทความ วงเงิน OD คืออะไร ใช้อย่างไรให้ธุรกิจไม่จมดอกเบี้ย และ เลือกใช้ OD หรือ Term loan สำหรับเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ เพื่อวางแผนโครงสร้างหนี้ให้เหมาะกับกิจการของคุณ
เหมาะกับ: ธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องลงทุนก้อนหนึ่งเพื่อยกระดับกิจการ เช่น
ปรับปรุงหน้าร้าน/ร้านอาหาร/คาเฟ่
ซื้ออุปกรณ์สำคัญ เช่น เตาอบ ตู้แช่ เครื่องมือช่าง เครื่องซักผ้าอุตสาหกรรม
ทำเคาน์เตอร์ โครงสร้าง หรือพื้นที่บริการให้ดูมืออาชีพขึ้น
จุดเด่น
ได้เงินก้อนเพื่อนำไปลงทุนระยะยาว
ผ่อนคืนเป็นงวด ทำให้วางแผนกระแสเงินสดได้ง่าย
สิ่งที่ต้องคิดก่อนตัดสินใจ
เงินก้อนนี้จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นแค่ไหน (มองเป็นตัวเลขจริง)
กำไรที่เพิ่มขึ้นหลังลงทุน สามารถจ่ายค่างวดได้อย่างสบายหรือไม่
ต้องกันเงินสำรองไว้เผื่อช่วงยอดขายไม่เป็นไปตามแผน
ถ้าธุรกิจของคุณเริ่มเข้าใกล้ “การลงทุนเครื่องจักร/โครงสร้างขนาดใหญ่” มากกว่าร้านเล็ก ๆ ทั่วไป แนะนำให้ไปศึกษาต่อในบทความอย่าง สินเชื่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อขยายกำลังการผลิต และ กู้สร้างโรงงานและโกดังสำหรับ SME ต้องรู้เงื่อนไขอะไรบ้าง ซึ่งจะเจาะลึกสายลงทุนมากขึ้น
เวลามองหา สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก คุณไม่จำเป็นต้องจำชื่อผลิตภัณฑ์ทุกราย แต่ควรเข้าใจ “แกนเปรียบเทียบ” หลัก ๆ ดังนี้
วัตถุประสงค์การใช้เงิน
หมุนเวียนระยะสั้น → วงเงินหมุนเวียน/OD/สินเชื่อระยะสั้น
ลงทุนยาว → Term loan / สินเชื่อเพื่อการลงทุน
ระยะเวลาการใช้เงิน
ใช้แล้วคืนใน 1–3 รอบธุรกิจ → สินเชื่อระยะสั้น
ใช้แล้วค่อย ๆ คืนจากกำไรหลายปี → สินเชื่อระยะยาว
ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
สินเชื่อระยะสั้น / OD: ดอกเบี้ยอาจสูงกว่า แต่ยืดหยุ่น
สินเชื่อระยะยาวที่มีหลักประกัน: ดอกเบี้ยต่ำลง แต่ขั้นตอนมากขึ้น
วิธีใช้และวินัยที่ต้องมี
OD ต้องมีวินัยสูง ไม่ใช้เต็มวงเงินจนกลายเป็น “หนี้ค้าง” ถาวร
Term loan ต้องมั่นใจว่าในแต่ละเดือนจะมีเงินพอจ่ายค่างวด
หากอยากเข้าใจเรื่อง “เงินทุนระยะสั้นและระยะยาว” ให้ลึกขึ้น แนะนำให้ดูเพิ่มเติมในบทความ เงินทุนระยะสั้น vs ระยะยาว สำหรับธุรกิจ SME ซึ่งอธิบายหลักคิด Matching Principle แบบภาษาคนทำธุรกิจ
เจ้าของกิจการหลายคนเลือกสินเชื่อจาก “ดอกเบี้ยเท่าไร” อย่างเดียว แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ผ่อนไหวจริงไหมในชีวิตจริง”
ลองใช้แนวคิดง่าย ๆ นี้ช่วยประเมิน
ไม่เอาตัวเลขสวยสุด แต่เอาตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริง เช่น
ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน (ดูจาก 6–12 เดือนที่ผ่านมา)
หักต้นทุนสินค้า ค่าแรง ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
เหลือกำไรจริง ๆ เท่าไร
ลองคิดให้ conservative หน่อย เช่น ใช้ตัวเลข 70–80% ของกำไรเฉลี่ยจริง เพื่อเผื่อเดือนแย่ ๆ เอาไว้ด้วย
สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หลายคนใช้หลักง่าย ๆ ว่า “ค่างวดหนี้รวมต่อเดือน” ไม่ควรเกินประมาณ 30–40% ของกำไรสุทธิที่คาดว่าจะได้ในเดือนปกติ
ตัวอย่าง:
กำไรสุทธิเฉลี่ยต่อเดือน ~50,000 บาท
ควรตั้งเพดานค่างวดรวมไว้แถว ๆ 15,000–20,000 บาท
หากมีหนี้เดิมอยู่แล้ว เช่น รถ บัตรเครดิต ฯลฯ ควรคิดรวมเข้าไปด้วย ไม่ใช่คิดเฉพาะหนี้ใหม่
ไม่ว่าคุณเลือกสินเชื่อแบบไหน ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น (ทั้งของธุรกิจและส่วนตัวในระดับหนึ่ง)
เงินสำรองนี้เป็นกันชนเวลายอดขายตก หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทำให้คุณยังรักษาประวัติการผ่อนชำระได้ดี ไม่เสียเครดิตในช่วงเวลาที่ธุรกิจเจอมรสุม
ผมเคยช่วยร้านค้าขนาดเล็กที่ยอดขายดู “ไม่น้อย” เดือนหนึ่งทำได้ประมาณ 130,000 บาท เจ้าของร้านอยากขอ สินเชื่อ SME เพิ่มเพื่อเติมสต๊อก แต่พอแยก “เงินเหลือจริง” ก่อนกำหนดเพดานค่างวด เราพบว่าเงินที่เหลือรับหนี้ใหม่ได้น้อยกว่าที่คิด
ยอดขาย: 130,000 บาท/เดือน
กำไรขั้นต้นเฉลี่ย: 32% → กำไรขั้นต้นราว 41,600 บาท
ค่าโฆษณา/การตลาด: 18,500 บาท
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม/รับชำระ: ~4.2% ของยอดขาย → 5,460 บาท
ค่าส่ง/แพ็กของ + จิปาถะ: ~9,300 บาท
สรุป “เงินเหลือหลังค่าใช้จ่ายหลัก” อยู่ประมาณ
41,600 – (18,500 + 5,460 + 9,300) = 8,340 บาท/เดือน (ใกล้เคียง)
พอใช้หลักเพดานค่างวด 30–40% เงินเหลือนี้ทำให้ ค่างวดที่ปลอดภัยควรอยู่แถว ๆ 2,500–3,300 บาท/เดือน ไม่ใช่ค่างวดระดับหมื่นตามที่เจ้าของร้านคาดไว้ตอนแรก
บทเรียน: ก่อนเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก อย่าดูแค่ยอดขายหรือวงเงินที่อยากได้ ให้ดู “เงินเหลือจริง” ก่อน แล้วค่อยเลือกโครงสร้างสินเชื่อให้ไม่บีบกระแสเงินสด
แต่ละสถาบันการเงินอาจใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ต่างกัน แต่ถ้าดู “โครงสร้าง” จะพอจับกลุ่มได้ เช่น
สินเชื่อหมุนเวียนสำหรับร้านค้าขนาดเล็ก (วงเงินตามยอดขาย/ยอดเดินบัญชี)
สินเชื่อเพื่อปรับปรุง/ขยายร้าน (ให้วงเงินก้อน ผ่อน 3–5 ปี)
วงเงิน OD สำหรับกิจการที่มียอดขายหมุนเวียนสม่ำเสมอ
สินเชื่อรายย่อยเพื่อธุรกิจ (ใช้รายได้ส่วนตัวผสมกับรายได้ธุรกิจในการพิจารณา)
จุดสำคัญคือ เวลาคุยกับเจ้าหน้าที่ ควรบอกให้ชัดว่า
ธุรกิจของคุณอยู่ระดับ “ขนาดเล็ก” (ยอดขายประมาณเท่าไรต่อเดือน/ปี)
ต้องการกู้ “เพื่ออะไร” และ “ใช้เงินนานแค่ไหน”
มีเอกสารอะไรพร้อมแล้วบ้าง
ยิ่งสื่อสารโปรไฟล์ชัด สถาบันการเงินก็จะยิ่งเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคุณได้ง่ายขึ้น
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คุณสามารถใช้ 4 คำถามนี้เป็น “เข็มทิศ” เวลาเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ได้เลย
ใช้เงินไปทำอะไร?
ถ้าหมุนเวียน → มองหาวงเงินหมุนเวียน/OD
ถ้าลงทุนยาว → มองหา Term loan/สินเชื่อเพื่อการลงทุน
ใช้เงินนานแค่ไหน?
ถ้าคืนเงินได้ใน 1–3 รอบธุรกิจ → สินเชื่อระยะสั้น
ถ้าต้องใช้เวลาคืน 3–5 ปีขึ้นไป → สินเชื่อระยะยาว
ตอนนี้โครงสร้างหนี้รวมเป็นอย่างไร?
มีภาระหนี้เดิมเยอะไหม
ค่างวดรวมต่อเดือนหลังจากกู้ใหม่แล้ว ยังอยู่ในระดับที่ผ่อนไหวจริงหรือเปล่า
มีทางเลือกอื่นนอกจากสินเชื่อธนาคารไหม?
ทุนตัวเอง
หุ้นส่วนร่วมลงทุน
แหล่งเงินทุนอื่นที่เหมาะกับ Startup / Micro SME
ยังไม่แน่ใจว่าสินเชื่อแบบไหนเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กของคุณ? คุณสามารถกรอกข้อมูลสั้น ๆ เช่น
ประเภทธุรกิจ / ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน
ปัญหาหลักเรื่องเงินทุนที่กำลังเจอ
วงเงินโดยประมาณที่ต้องการ
เพื่อให้ทีมที่ปรึกษาช่วยประเมินว่า
ควรใช้สินเชื่อแบบไหน (หมุนเวียน, OD, ระยะยาว)
วงเงินระดับไหนที่เหมาะกับสถานะปัจจุบัน
มีอะไรที่ควรเตรียมตัวก่อนยื่นกู้จริง
การเลือกประเภทสินเชื่อให้เหมาะตั้งแต่แรก จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กของคุณเดินได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องแบกภาระหนี้เกินความจำเป็น
ถ้าต้องการเงินหมุนตามรอบซื้อ–ขาย ให้เริ่มดูวงเงินหมุนเวียน/OD แต่ถ้าต้องลงทุนอุปกรณ์/ปรับปรุงร้าน ให้ดู Term Loan ขนาดเล็ก
OD ยืดหยุ่นสูงและคิดดอกตามใช้จริง เหมาะเป็นกันชนเงินสด แต่ต้องมีวินัยไม่ใช้เต็มวงเงินถาวร ส่วนวงเงินหมุนเวียนมักมีกรอบการผ่อนชัดใน 6–12 เดือน
ปลอดภัยได้ถ้าเป็นผู้ให้กู้ในระบบ เงื่อนไขโปร่งใส และไม่มีการให้โอนเงินก่อน แต่ถ้าเร่งให้โอนค่าดำเนินการก่อน ให้ถือเป็นสัญญาณเสี่ยง
ถัดจากบทความนี้