การขอ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ไม่ได้จบแค่คำถามว่า “กู้ได้ไหม” แต่คำถามที่สำคัญกว่าในมุมเจ้าของกิจการคือ
ถ้ากู้วงเงินนี้ ค่างวดต่อเดือนจะหนักเกินไปหรือเปล่า
รายได้ของธุรกิจตอนนี้ รองรับภาระหนี้เพิ่มได้จริงไหม
ทำไมธนาคารถึงบอกว่า ยังไม่ผ่านเกณฑ์
ทั้งที่ยอดขายก็ดูมีอยู่
เบื้องหลังคำถามทั้งหมดนี้ ธนาคารกำลังดูสิ่งเดียวกันคือ
“ความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจ” ซึ่งในภาษาการเงินจะเรียกว่า DSCR (Debt Service Coverage Ratio)
ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ผิด ผลลัพธ์ที่มักเกิดขึ้นมีแค่สองทาง
❌ กู้ไม่ผ่าน
❌ หรือกู้ผ่าน แต่ธุรกิจต้องแบกค่างวดจนกระแสเงินสดตึงทุกเดือน
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ
ความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) แบบภาษาคนทำธุรกิจ
และรู้ว่าจะปรับอย่างไรให้กู้ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่บีบกระแสเงินสดของกิจการในระยะยาว
และบทความนี้ต่อเนื่องจากหน้า เกณฑ์ที่ธนาคารใช้อนุมัติ: DSCR กระแสเงินสด และเครดิต และเชื่อมกับหน้าแม่ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคืออะไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ถ้าอ่านครบสามตอน จะมองภาพได้ทั้งในมุมธนาคารและมุมเจ้าของกิจการเลย
อธิบายแบบง่ายที่สุด
DSCR คือคำตอบของคำถามว่า
ในหนึ่งเดือน ธุรกิจมีเงินเหลือพอจ่ายค่างวดหนี้มากน้อยแค่ไหน
ธนาคารจะนำ
เงินสดที่ธุรกิจสร้างได้จากการดำเนินงานจริง
มาเทียบกับ
ค่างวดหนี้ทั้งหมดที่ต้องจ่าย (หนี้เดิม + หนี้ใหม่ที่กำลังจะขอ)
ถ้าอธิบายเป็นภาพ
DSCR = 1.0
เงินที่มี “พอดีจ่ายหนี้” ไม่มีเผื่อ
DSCR ต่ำกว่า 1
เงินจากธุรกิจไม่พอ ต้องไปพึ่งเงินก้อนอื่น
DSCR มากกว่า 1
มีเงินเหลือเป็นกันชน รองรับเดือนที่รายได้ผันผวน
ธนาคารไม่อยากเห็นธุรกิจที่
“เอาเงินก้อนสุดท้ายมาจ่ายหนี้ทุกเดือน”
เพราะถ้ายอดขายสะดุดเพียงเล็กน้อย
ความเสี่ยงจะลุกลามทันที
แม้เกณฑ์จะต่างกันในแต่ละธนาคาร
แต่โดยแนวคิดทั่วไป
DSCR ตั้งแต่ 1.25 ขึ้นไป
ธนาคารจะมองว่า ธุรกิจมี “กันชน”
รองรับความผันผวนของรายได้ในระดับที่เหมาะสม
ความหมายของตัวเลขนี้คือ
ต่อให้รายได้บางเดือนลดลง
ธุรกิจก็ยังสามารถจ่ายค่างวดได้
โดยไม่ต้องดึงเงินส่วนตัว หรือสร้างหนี้ใหม่มาซ้อน
ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่บอกว่า
“DSCR ยังไม่ถึง”
ไม่ได้แปลว่าธุรกิจไม่ดี
แต่หมายถึง โครงสร้างรายได้–รายจ่าย–หนี้ ยังตึงเกินไป
การปรับ DSCR ไม่ได้แปลว่าต้องลดวงเงินกู้เสมอไป
ในทางปฏิบัติ ธนาคารมองแนวทางออกเป็น 3 แกนใหญ่
นี่คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
เพราะเป็นการเพิ่ม เงินสดจากการดำเนินงาน โดยตรง
แนวทางที่พบได้บ่อย เช่น
ขยายฐานลูกค้า
ผ่านการตลาดดิจิทัล ความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์
หรือขยายไปยังตลาดใหม่
ปรับราคาสินค้าหรือบริการ
สำหรับสินค้าที่มีความต้องการสูง
การปรับราคาเล็กน้อยอาจเพิ่มกำไรได้มาก
โดยไม่เพิ่มต้นทุน
เพิ่มสินค้า/บริการใหม่
เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากลูกค้าเดิม
ปรับคุณภาพการให้บริการ
ลดการสูญเสียลูกค้า และสนับสนุนการตั้งราคาที่ดีขึ้น
ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่จำเป็น
ทุกบาทที่ประหยัดได้ คือเงินสดที่เอาไปชำระหนี้ได้เพิ่มขึ้น
ในมุมธนาคาร
ธุรกิจที่ DSCR ดีขึ้นจาก “การทำงานจริง”
น่าเชื่อถือกว่าธุรกิจที่ตัวเลขดีขึ้นจากการกดต้นทุนชั่วคราว
แม้รายได้รวมและหนี้จะยังไม่เปลี่ยน
แต่ถ้าเงินสดเข้ามาเร็วขึ้น หรือออกช้าลง
ความสามารถในการชำระหนี้ก็จะดีขึ้นทันที
ออกใบแจ้งหนี้ให้เร็ว และติดตามอย่างเป็นระบบ
เสนอส่วนลดเล็กน้อย (2–3%) สำหรับลูกค้าที่จ่ายเร็ว
ใช้ แฟคตอริ่ง (Factoring)
แปลงใบแจ้งหนี้ที่รอรับเงินให้เป็นเงินสดบางส่วนทันที
ลดสินค้าคงคลังส่วนเกินที่ทำให้เงินสดจม
ใช้แนวคิด Just-in-Time สำหรับสินค้าที่ต้องการสม่ำเสมอ
ระบายสินค้าหมุนช้า แม้กำไรลด แต่เงินสดกลับมา
เจรจาขอเครดิต 45–60 วัน แทนการจ่ายทันที
ต้องรักษาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ให้ดี
ธนาคารให้ความสำคัญกับ กระแสเงินสดจริง
มากกว่ากำไรบนกระดาษ
เพราะนี่คือเงินที่ใช้จ่ายหนี้ได้จริง
สำหรับธุรกิจที่มีหนี้หลายก้อน หรือดอกเบี้ยสูง
การจัดโครงสร้างหนี้ใหม่
มักเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด
ใช้เงินกู้ใหม่ไปปิดเงินกู้เดิม
เป้าหมายคือดอกเบี้ยต่ำลง หรือยืดระยะเวลาผ่อน
ตัวอย่าง
เดิมกู้ 5 ปี ดอกเบี้ย 5%
ภาระดอกเบี้ยปีละประมาณ 240,000 บาท
รีไฟแนนซ์เป็น 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5%
ภาระดอกเบี้ยลดเหลือประมาณ 150,000 บาทต่อปี
ผลลัพธ์คือ
ค่างวดลดลง → ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้นทันที
นำหนี้หลายแห่งมารวมเป็นเงินกู้เดียว
มักได้ดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ต่ำลง
บริหารง่ายขึ้น และ DSCR ชัดขึ้นในสายตาธนาคาร
ในบางกรณี ธนาคารเดิมอาจช่วยได้ เช่น
ยืดระยะเวลาชำระ
พักชำระเงินต้นชั่วคราว (เช่น 6–12 เดือน)
ขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากผลประกอบการดีขึ้น
ทั้งหมดนี้ช่วยให้กระแสเงินสดคล่องขึ้น
และทำให้ DSCR กลับมาอยู่ในโซนปลอดภัย
แทนที่จะมองว่า DSCR เป็นแค่เกณฑ์ของธนาคาร
ลองใช้เป็นคำถามกับธุรกิจของตัวเองว่า
ถ้ารายได้ลดลง 20–30%
ธุรกิจยังจ่ายหนี้ไหวไหม
ก่อนยื่น กู้ SME / สินเชื่อเงินกู้ / เงินกู้ด่วน
ควรประเมิน 3 อย่างนี้ทุกครั้ง
เงินสดจากการดำเนินงานต่อเดือน
ค่างวดหนี้ทั้งหมดต่อเดือน
DSCR ยังอยู่ในระดับที่สบายใจหรือไม่
ถ้าเริ่มเข้าโซนเสี่ยง
การชะลอการกู้ แล้วจัดโครงสร้างใหม่ก่อน
มักปลอดภัยกว่าฝืนเดินหน้าต่อ
สำหรับ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569
ธนาคารไม่ได้ถามแค่ว่า ให้กู้ได้ไหม
แต่กำลังมองว่า
ธุรกิจนี้…
มีความสามารถในการชำระหนี้ที่ปลอดภัย
และเดินต่อได้ในระยะยาวหรือไม่
DSCR ที่ดี
ไม่ใช่ตัวเลขสวยในเอกสาร
แต่คือผลลัพธ์จาก
รายได้ที่ยั่งยืน
กระแสเงินสดที่ลื่น
โครงสร้างหนี้ที่ไม่บีบธุรกิจเกินไป
ถ้าคุณรู้สึกว่า
“ธุรกิจน่าจะกู้ได้ แต่ยังไม่มั่นใจว่าโครงสร้างหนี้ตอนนี้ปลอดภัยแค่ไหน”
การให้ที่ปรึกษาช่วยดูตัวเลขก่อนยื่นจริง
จะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาส
กู้แล้วโตต่อได้จริง มากขึ้น
และถ้ารู้สึกว่าธุรกิจ “น่าจะมีศักยภาพ แต่ยังไม่ชัวร์ว่า DSCR กับโครงสร้างหนี้ตอนนี้ปลอดภัยแค่ไหน” การให้ที่ปรึกษาช่วยดูตัวเลขคร่าว ๆ ก่อนยื่นกู้ – ผ่านแบบฟอร์มเช็กเบื้องต้นหรือปรึกษาสั้น ๆ – จะช่วยลดโอกาส “กู้แบบเสี่ยงเกินตัว” และเพิ่มโอกาส “กู้แล้วโตต่อได้จริง” มากขึ้น