เขียนโดย : Editorial Team – Siam Prime Capital
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
เลือก “สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” ให้ตรงโจทย์ พร้อมจัดแพ็กเกจเงินทุนที่เหมาะกับธุรกิจ
กำลังค้นหา สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วเจอคำศัพท์เต็มไปหมด เช่น Clean Loan, SME Freedom, Factoring, PO Finance, OD, Working Capital ใช่ไหมครับ? ปัญหาที่เจอบ่อยคือ “รู้ชื่อแต่ไม่รู้บทบาท” ทำให้เลือกผิดประเภท หรือใช้วงเงินผิดงาน จนสุดท้ายต้องพึ่ง สินเชื่อเงินด่วน หรือ กู้เงินด่วน เพื่อแก้เฉพาะหน้าซ้ำ ๆ
บทความนี้ทำหน้าที่เป็น “แผนที่” ให้คุณเห็นภาพรวมของ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ และวงเงินหมุนเวียนที่พบได้บ่อยในตลาด พร้อมอธิบายแบบภาษาคนทำธุรกิจว่า
โปรแกรมไหนเหมาะกับโจทย์แบบไหน ต่างกันตรงไหน และควรเริ่มจากอะไร เพื่อให้คุณวางโครงสร้างเงินทุนได้เหมาะสมตั้งแต่ต้น
อ่านจบแล้ว คุณจะสามารถ…
แยกให้ออกว่าอะไรคือ “สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” จริง (เช่น Clean Loan/SME Freedom) และอะไรคือเครื่องมือ “เสริมสภาพคล่อง”
เลือกโปรแกรมให้ตรงโจทย์ธุรกิจ ว่าเงินที่ต้องการคือ “เงินก้อนเพื่อโต” หรือ “เงินหมุนเพื่อประคองกระแสเงินสด”
ลดความเสี่ยงใช้เงินผิดประเภท เช่น เอา Clean Loan ไปอุดสภาพคล่องเรื้อรัง
เริ่มวางแนวทางจัดเป็นแพ็กเกจเงินทุน สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและ SME (ผสม Clean + วงเงินหมุนเวียนให้บาลานซ์)
มี “คำถามเช็กตัวเอง” ก่อนยื่น เพื่อช่วยเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะ โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกหลายรอบ
ถ้าคุณกำลังมอง สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรืออยากหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ ให้เหมาะกับธุรกิจ บทความนี้จะช่วยจัดระเบียบความคิดและชี้ทางเลือกที่ควรโฟกัสก่อนตัดสินใจ
หลายธุรกิจมองสินเชื่อเป็น “ก้อนเดียว” ขอได้ก็ใช้ไปก่อน แต่ในมุมธนาคารจริง ๆ
สินเชื่อแต่ละแบบมีบทบาทต่างกัน เช่น
บางตัวเหมาะกับ ลงทุนระยะยาว
บางตัวเหมาะกับ หมุนระยะสั้น
บางตัวใช้ได้ดีเมื่อมี ใบแจ้งหนี้/PO/สัญญาลูกค้า ชัด
บางตัวเหมาะกับร้านค้าหน้าร้าน/ออนไลน์ที่มี ยอดขายสม่ำเสมอ
หากใช้ผิดประเภท เช่น เอา “วงเงินหมุนเวียน” ไปลงทุนของใหญ่ หรือเอา Clean Loan ไปอุดสภาพคล่องฉุกเฉินแบบเรื้อรัง สุดท้ายอาจเจอปัญหา “ค่างวดกดดันกระแสเงินสด” และต้องกลับไปพึ่ง สินเชื่อเงินด่วน หรือ กู้เงินด่วน เพิ่มโดยไม่จำเป็น
คำถามตั้งต้นที่ควรถามตัวเอง
ตอนนี้ต้องการเงินไปทำอะไร: โต/ลงทุน หรือ หมุน/เสริมสภาพคล่อง?
เงินจะกลับมาเมื่อไหร่: ภายใน 3เดือน หรือเป็นผลตอบแทนระยะยาว?
จุดแข็งของธุรกิจคืออะไร: กระแสเงินสด, ใบแจ้งหนี้, PO, ยอดขายหน้าร้าน ฯลฯ
เพื่อให้เลือกได้ตรงและคุยกับธนาคารได้ง่ายขึ้น ให้คิดแบบธนาคาร 5 เลนส์นี้
Business Reality (ธุรกิจมีตัวตน/ทำจริงไหม)
ธนาคารมักถามต่อ: “ขายอะไรให้ใคร” “หลักฐานซื้อขาย/ส่งมอบอยู่ไหน”
Cash Flow / Repayment Capacity (เงินสดพอจ่ายไหม)
ถามต่อ: “เก็บเงินกี่วัน” “เงินตึงช่วงไหน” “ถ้ายอดตก 10–20% ยังจ่ายไหวไหม”
Credit Discipline (วินัยเครดิต/ภาระหนี้รวม)
ถามต่อ: “หนี้รวมเท่าไร” “มีค่างวดอื่นไหม” “ประวัติชำระหนี้เป็นอย่างไร”
Concentration Risk (รายได้กระจุกตัวหรือไม่)
ถามต่อ: “ลูกค้ารายใหญ่สุดกี่ %” “ถ้ารายนั้นชะลอ ยังไหวไหม”
Purpose–Tenor Fit (ใช้เงินตรงงาน/ตรงอายุเงินหรือไม่)
ถามต่อ: “เงินก้อนนี้ทำให้รายได้เพิ่มอย่างไร และเมื่อไรจะเริ่มเห็นผล”
สรุปสั้น ๆ: สินเชื่อไม่ค้ำ “พึ่งความสามารถผ่อน” มากกว่าปกติ ดังนั้นความชัดของกระแสเงินสด + เรื่องเล่าธุรกิจ คือหัวใจ
กลุ่มนี้คือหัวใจของ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ ที่หลายคนตามหา เพราะไม่ต้องเอาบ้าน/ที่ดินมาเป็นหลักประกัน
โดยภาพรวม Clean Loan คือสินเชื่อที่
ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (เช่น บ้าน/ที่ดิน/โรงงาน)
เงื่อนไขจะพิจารณาจาก ยอดขาย กำไร กระแสเงินสด ความสามารถผ่อน และเครดิตผู้บริหาร/เจ้าของ
รูปแบบพบบ่อย:
Term Loan (เงินก้อน ผ่อนรายเดือน)
หรือ โครงสร้างผสม (บางกรณีมีวงเงินหมุนเวียนเสริม)
เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
ต้องการเงินก้อนเพื่อทำสิ่งที่สร้างรายได้ในระยะกลาง–ยาว เช่น ปรับปรุงร้าน/สาขา ลงทุนระบบ/เครื่องจักร เพิ่มกำลังการผลิต/ขยายทีม
เคส Clean Loan ที่เดินเร็ว มักมี “สรุปการใช้เงิน 1 หน้า + ตัวเลขค่างวดเทียบกระแสเงินสด” ชัด ๆ มากกว่าเคสที่พูดกว้าง ๆ ว่าอยากขยายกิจการ
ถ้าคุณกำลังมอง สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน Clean Loan มักเป็น “แกนหลัก” ที่ควรเริ่มศึกษา
รายละเอียดเรื่องประเภท Term / OD / Micro / Franchise และความต่างเชิงโครงสร้าง สามารถดูต่อในบทความ สินเชื่อธุรกิจประเภทไมีมีหลักประกันสำหรับเจ้าของกิจการ
บางธนาคารตั้งชื่อโปรแกรมแนว “SME Freedom” หรือชื่อการตลาดใกล้เคียง
แก่นร่วมคือ “เพิ่มความยืดหยุ่น” ให้ธุรกิจ เช่น
โครงสร้างเหมือน OD + Term อยู่ในแพ็กเกจเดียว
บางกรณีปรับจังหวะชำระให้สอดคล้องยอดขาย/ฤดูกาล (ขึ้นกับเงื่อนไข)
เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
รายได้ผันผวนตามฤดูกาล แต่โดยรวมยังโต
ต้องการความยืดหยุ่นมากกว่า Term ปกติ
“ยืดหยุ่น” ด้วยอะไร? (ระยะปลอดชำระ/ผ่อนตามฤดูกาล/มีวงเงินหมุนร่วม) และเงื่อนไขทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นหรือไม่
ในบทความลูกอย่าง “สินเชื่อ SME Freedom” คืออะไร เหมาะกับใคร เอกสารต่างจาก Clean ปกติไหม จะลงลึกทีละเงื่อนไข ว่าควรมองจุดไหนเป็นพิเศษก่อนตัดสินใจ
ธุรกิจ B2B หรือรับเหมางานโครงการมักเจอปัญหา
“ขายแล้ว/ส่งงานแล้ว แต่ต้องรอเก็บเงิน 30–60–90 วัน”
ระหว่างรอนี่เองที่สภาพคล่องตึง ทั้งที่ในเอกสารเหมือนมีรายได้แล้ว
คุณออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) ให้ลูกค้า
แทนที่จะรอให้ลูกค้าจ่ายตามเครดิตเทอม คุณนำ Invoice ไป “โอนสิทธิรับเงิน” ให้ผู้ให้บริการ
คุณได้รับเงินส่วนใหญ่ล่วงหน้า (หักค่าธรรมเนียม)
เมื่อลูกค้าจ่ายจริง เงินจะเข้าผู้ให้บริการเพื่อนำไปปิดรายการ
พูดง่าย ๆ: เอาเงิน “ที่กำลังจะได้ในอนาคต” มาใช้เป็นเงินสด “วันนี้”
ขายให้ลูกค้านิติบุคคล/รายใหญ่
มีเอกสารขาย/ส่งมอบชัดเจน
เครดิตลูกค้าปลายทางดี ทำให้สถาบันการเงินมั่นใจ
Factoring หลายเคส “เดินเพราะเครดิตลูกค้าปลายทาง” มากกว่าขนาดบริษัทเรา ดังนั้นเอกสารลูกค้าปลายทางและการส่งมอบต้องชัด
ในบทความ Factoring/โอนสิทธิรับเงิน: เหมาะเมื่อไหร่ และต้องเตรียมอะไร จะเล่าเชิงลึกว่า
เอกสารที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง
ธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้าหาแบงก์/ผู้ให้บริการ Factoring
อีกสถานการณ์ที่เจ้าของกิจการหลายคนเจอคือ
“มีออเดอร์แล้ว ได้ PO แล้ว แต่ยังไม่มีทุนไปซื้อวัตถุดิบ/ผลิตของ”
ในกรณีนี้ เครื่องมืออย่าง Packing Credit / PO Finance จะเข้ามาเป็นตัวช่วย
ธุรกิจได้รับ PO (Purchase Order) หรือ L/C (Letter of Credit) จากลูกค้า
เอกสารเหล่านี้คือหลักฐานว่า “มีโอกาสได้เงินในอนาคต” ถ้าส่งมอบสินค้าตามสัญญา
ธนาคารบางแห่งจะให้วงเงินระยะสั้น เพื่อให้คุณ ซื้อวัตถุดิบ ผลิตสินค้า จัดส่งออก
เมื่อเสร็จงานและได้เงินจากลูกค้า → จึงนำเงินมาปิดวงเงินก้อนนี้
เคสที่เดินเร็ว มักมี PO/สัญญาที่ระบุเงื่อนไขส่งมอบและการจ่ายเงินชัด ทำให้ธนาคาร “อ่านความเสี่ยง” ได้เร็วขึ้น
ผู้ประกอบการที่รับงานโครงการ หรือมีออเดอร์เป็นครั้ง ๆ แต่มีเอกสารสั่งซื้อชัดเจน
ธุรกิจส่งออก ที่ต้องใช้ทุนหมุนสูงก่อนส่งออก
รายละเอียดว่าจะจัดการเอกสารและเล่าเรื่องให้ธนาคารเข้าใจอย่างไร จะขยายต่อในบทความ Packing Credit/PO Finance: ใช้ PO/L/C ให้กลายเป็นสภาพคล่อง
แม้จะไม่ใช่ “โปรแกรมใหม่” แต่ วงเงิน OD / Working Capital ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญมากสำหรับ SME
ธนาคารให้วงเงินสูงสุดในบัญชี
ธุรกิจสามารถ “เบิกเกินยอด” ได้ตามกรอบวงเงินที่อนุมัติ
ดอกเบี้ยคิดตามยอดใช้จริงต่อวัน
ไม่ต้องผ่อนรายงวดแบบตายตัวเหมือน Term Loan
หลายธุรกิจใช้ OD เพื่อ
จ่ายค่าวัตถุดิบล่วงหน้า
จ่ายค่าแรง/ค่าใช้จ่ายก่อนเก็บเงินลูกค้า
กันเงินเผื่อเหตุฉุกเฉินทางธุรกิจ
OD เป็นเครื่องมือที่ดี แต่มีจุดเสี่ยงคือ ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี มันจะกลายเป็น
“ยอดหนี้ที่ไม่ยอมลด และอยู่เต็มวงเงินตลอดเวลา”
หลักการใช้ OD ให้ปลอดภัยคือ
ใช้เพื่อ ทดช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างรอเงินเข้า
เมื่อเงินเข้าแล้ว ควรรีบลด/ปิดยอด ไม่ใช่ปล่อยให้เต็มวงเงินตลอดเวลา
ไม่ใช้ OD เพื่อซื้อของใหญ่/ลงทุนระยะยาว (ควรใช้ Term Loan แทน)
ธนาคารมักเริ่มกังวลเมื่อเห็น OD “ไม่มีเดือนที่ลดยอด” เพราะตีความว่า OD กำลังกลายเป็นหนี้ถาวรแทนวงเงินหมุน
บทความอย่าง เดินบัญชียังไงให้ธนาคารเชื่อ: ลดเงินสดลอย เพิ่มความโปร่งใส และ ตัวชี้วัดสภาพคล่องที่ควรรู้: วงรอบสต็อก เครดิตลูกหนี้ และเงินหมุน จะช่วยให้คุณเข้าใจผลกระทบของการใช้ OD ต่อภาพรวมเครดิตของธุรกิจได้ชัดขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองดูตัวอย่างการจัด “แพ็กเกจแหล่งเงินทุน” สำหรับ SME แบบไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
ใช้ Clean Loan เป็นเงินกู้ก้อนหลัก สำหรับลงทุนเครื่องจักรหรือขยายกำลังผลิต
ใช้ Factoring กับใบแจ้งหนี้ของลูกค้ารายใหญ่ เพื่อดึงเงินสดมาก่อนครบเครดิตเทอม
เสริมด้วย วงเงิน OD/Short-term Loan สำหรับค่าใช้จ่ายจุกจิกระหว่างรอบเงิน
ผลคือ ธุรกิจไม่ต้องกู้ก้อนเดียวมหาศาล แต่ใช้เครื่องมือหลายตัวช่วยกันในแบบที่ควบคุมได้
ใช้ PO Finance / Packing Credit เมื่อได้รับคำสั่งซื้อหรือเซ็นสัญญาแล้ว
ใช้ Clean Loan เป็นฐานสำหรับลงทุนในทีม อุปกรณ์ หรือระบบ
เสริมเล็กน้อยด้วย วงเงินหมุนเวียนระยะสั้น
โฟกัสคือมั่นใจได้ว่าทุกโปรเจกต์ที่เซ็นสัญญา สามารถเดินงานได้โดยไม่สะดุดเพราะขาดเงินทุนระยะสั้น
เริ่มจาก Micro SME Loan หรือโปรแกรม Clean Loan วงเงินไม่ใหญ่มาก
ดูว่ากระแสเงินสดเริ่มมีเสถียรภาพแล้วจึงค่อยขอ วงเงิน OD เสริม
หากเริ่มขายให้ลูกค้ารายใหญ่ ค่อยพิจารณาเพิ่ม Factoring เข้าไป
แนวคิดคือ “ค่อย ๆ ไต่บันไดวงเงินตามพัฒนาการของธุรกิจ” แทนการขอวงเงินก้อนใหญ่ครั้งเดียวแล้วกดดันตัวเองมากเกินไป
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดจะเห็นว่า คำถามสำคัญไม่ใช่แค่
“สินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่ายที่สุด?”
แต่ควรเริ่มจาก
ธุรกิจของเรามีจุดแข็งด้านไหน – ใบแจ้งหนี้, PO, กระแสเงินสด, แบรนด์แฟรนไชส์ ฯลฯ
เงินที่ต้องการคือ เงินทุนระยะสั้น เพื่อหมุน หรือเงินลงทุนระยะยาว
ในสเตจปัจจุบัน ควรเริ่มจาก Clean Loan, Micro SME, Factoring หรือวงเงินหมุนเวียนตัวไหนก่อนกันแน่
บทความนี้ทำหน้าที่เป็น “แผนที่ภาพใหญ่” ของโปรแกรมสินเชื่อ SME แบบ Clean & วงเงินหมุนเวียน ส่วนในบทความลูกอื่น ๆ ในชุดเดียวกัน จะลงรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น
การเลือก ประเภทสินเชื่อไม่มีหลักประกันสำหรับ SME: Term/OD/Micro/Franchise ให้ตรงจุด
ตัวอย่างตัวเลข DSCR–TCO ในการคำนวณภาระหนี้จริงของแต่ละวงเงิน
เทคนิคเตรียมเอกสารและเดินบัญชีเพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ
หากต้องการประเมินว่า ธุรกิจของตัวเองควรจัด “แพ็กเกจวงเงิน” อย่างไร ระหว่าง Clean Loan, Factoring, PO Finance และวงเงินหมุนเวียนแบบต่าง ๆ การให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูโครงธุรกิจและตัวเลขเบื้องต้น จะช่วยลดการลองผิดลองถูก และทำให้การใช้แหล่งเงินทุนต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
Q: Clean Loan ต่างจากสินเชื่อเงินด่วนอย่างไร?
A: Clean Loan เป็นสินเชื่อธุรกิจที่มีโครงสร้างชัด พิจารณาจากข้อมูลธุรกิจและความสามารถผ่อน เหมาะกับการวางแผนระยะกลาง–ยาว ขณะที่ สินเชื่อเงินด่วน/กู้เงินด่วน มักเน้นความเร็ว แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีแผน อาจทำให้ภาระดอกเบี้ยสะสมและกระทบสภาพคล่อง
Q: ธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์เลย ควรเริ่มจากอะไร?
A: เริ่มจากทำข้อมูล รายได้–ต้นทุน–กระแสเงินสด ให้ชัด แล้วเลือกแกนหลักเป็น สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Clean Loan) หรือใช้เครื่องมือเสริมอย่าง Factoring/PO Finance หากมีเอกสารขายหรือ PO ชัดเจน
Q: OD เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?
A: เหมาะกับธุรกิจที่มีเงินเข้าเป็นรอบ และต้อง “ทดเวลา” ระหว่างจ่ายก่อน–ได้เงินทีหลัง แต่ต้องมีแผน ลดยอดเมื่อเงินเข้า ไม่ใช่ค้างเต็มวงเงินตลอด
Q: Clean Loan ต้องมีงบการเงินไหม ถ้าไม่มีใช้อะไรแทนได้?
A: ขึ้นกับเงื่อนไขแต่ละสถาบันการเงิน แต่โดยหลัก “สินเชื่อไม่ค้ำ” ต้องการหลักฐานที่ทำให้ธนาคารอ่านธุรกิจออก เช่น สเตทเม้นต์บัญชีธุรกิจ, เอกสารภาษี/ยอดขายเท่าที่มี, เอกสารซื้อขาย/สัญญา และสรุปการใช้เงินที่ชัด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ใช้จริงอย่างไร: เป็นกรอบความรู้ด้านต้นทุนหนี้/สิทธิผู้ใช้บริการ/แนวทางความเข้าใจสินเชื่อ ช่วยผู้ประกอบการประเมินภาระหนี้และความเสี่ยงก่อนยื่น รวมถึงเข้าใจบทบาทสินเชื่อในระบบการเงิน
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย. / TCG)
ใช้จริงอย่างไร: ใช้เป็นกลไก “ค้ำประกัน” เพื่อลดความเสี่ยงให้ธนาคาร ทำให้ธุรกิจที่หลักทรัพย์ไม่พอสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นในบางกรณี หรือได้เงื่อนไขเหมาะสมขึ้น (ขึ้นกับโครงการ/ช่วงเวลา)
SME D Bank (ธพว.)
ใช้จริงอย่างไร: เป็นแหล่งดูตัวอย่างโครงสร้างผลิตภัณฑ์สินเชื่อ SME (มี/ไม่มีหลักประกัน) และแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อนำไปเทียบว่า “โปรไฟล์ธุรกิจเรา” เข้ากับสินเชื่อแบบใด