เขียนโดย : Editorial Team – Siam Prime Capital
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 20 มกราคม 2569
การขอ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569 มักติดคำถามเดียวกันเสมอ:
“ถ้าไม่มีบ้าน/ที่ดิน จะใช้ ‘อะไร’ ค้ำให้ธนาคารมั่นใจ?”
ทางเลือกที่เจอบ่อยมี 3 แบบ
บุคคลค้ำ (Personal Guarantor / PG)
ผู้กู้ร่วม (Co-Borrower)
บสย. (TCG)
ปัญหาคือหลายธุรกิจตัดสินใจ “เอาให้ผ่านก่อน” แล้วค่อยคิดทีหลัง จนกลายเป็นความเสี่ยงที่กระทบคนใกล้ตัวและเครดิตระยะยาว
บทความนี้จะช่วยคุณเลือกให้ “คุ้มและรับไหว” โดยดูทั้ง วงเงิน–ดอกเบี้ย–ความเสี่ยง–ความสัมพันธ์ และให้กรอบตัดสินใจแบบใช้ได้จริง
ถ้าคุณอยากเห็นภาพใหญ่ของผลิตภัณฑ์ก่อน แนะนำอ่านหน้าแม่: สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคืออะไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน แล้วค่อยกลับมาเลือก “รูปแบบการค้ำ” ในหน้านี้
เวลาธนาคารพิจารณา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ (เช่น สินเชื่อแบบ Clean/Unsecured) เขาจะมอง “หลักประกัน” เป็น 3 ชั้น:
รายได้ กำไร กระแสเงินสด (มักดูผ่านแนวคิดอย่าง DSCR/ความสามารถผ่อน)
โมเดลรายได้ / ความสม่ำเสมอของเงินเข้า
ประเภทธุรกิจและความเสี่ยงเฉพาะอุตสาหกรรม
บ้าน ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร ฯลฯ
แต่ในกรณี สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะ “ไม่มีชั้นนี้”
บุคคลค้ำ (PG)
ผู้กู้ร่วม (Co-Borrower)
บสย. (TCG)
บทความนี้โฟกัสที่ “ชั้นที่ 3” เป็นหลัก เพราะสำหรับ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน นี่คือจุดที่หลายคนสับสน และตัดสินใจพลาดได้ง่ายที่สุด
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง โปรไฟล์ผู้กู้ที่ธนาคารชอบสำหรับสินเชื่อไม่มีหลักประกัน
“บุคคลค้ำ” คือคนที่ลงนามในสัญญาว่า
ถ้าธุรกิจจ่ายหนี้ไม่ได้
คนค้ำยินดีรับผิดชอบหนี้แทน ตามที่ระบุในสัญญา
คนกลุ่มนี้มักเป็น
เจ้าของกิจการเอง (ค้ำในนามส่วนตัวเพิ่มจากนิติบุคคล)
คู่สมรส หรือคนในครอบครัว
หุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ธนาคารรู้สึกว่า “มีคนรับผิดชอบเพิ่ม” ทำให้ภาพรวมความเสี่ยงลดลง
บางเคสช่วยให้ โอกาสอนุมัติสูงขึ้น หรือ วงเงินขยับได้มากกว่าดูแต่ตัวธุรกิจอย่างเดียว
ขั้นตอนเอกสารมักง่ายกว่าการไปค้ำด้วยที่ดิน/บ้าน
ถ้าธุรกิจมีปัญหา หนี้ที่ค้างอยู่จะ “ไหลไปหาคนค้ำ” โดยตรง
ประวัติในเครดิตบูโรของคนค้ำจะโดนด้วย หากเกิดการผิดนัดชำระ
กระทบความสัมพันธ์ในครอบครัว/หุ้นส่วนอย่างแรง ถ้าพูดกันไม่เคลียร์ตั้งแต่แรก
ดังนั้นก่อนขอให้ใครมาเป็นคนค้ำ ต้องตอบให้ได้ว่า
ถ้าวันหนึ่งธุรกิจสะดุด คน ๆ นี้ “รับได้จริงไหม” กับการเป็นหนี้แทน
เราได้อธิบายความเสี่ยงให้เขารู้ครบถ้วนแล้วหรือยัง
หมายเหตุสำคัญก่อนลงนาม: รายละเอียดความรับผิดของ “บุคคลค้ำ (PG)” ขึ้นอยู่กับข้อความในสัญญาค้ำประกันและเอกสารแนบท้ายของแต่ละสถาบันการเงิน (เช่น ขอบเขตหนี้ที่ค้ำ ระยะเวลาค้ำ เงื่อนไขเรียกชำระ ฯลฯ) ควรอ่านเอกสารสรุปภาระและถามให้ชัดว่า “กรณีผิดนัดจะเกิดอะไร” ก่อนเซ็นทุกครั้ง
“ผู้กู้ร่วม” คือคนที่ ถือว่าเป็นลูกหนี้เต็มตัว คู่กับเราในสัญญาสินเชื่อ ไม่ใช่แค่คนค้ำที่ยืนอยู่ข้างหลัง
ธนาคารจะเอา “รายได้–หนี้–เครดิต” ของผู้กู้ร่วมเข้ามาคำนวณด้วย
เวลาอนุมัติวงเงิน เขามองว่าเป็น “ความสามารถจ่ายหนี้รวมของทุกคนที่เป็นผู้กู้”
ถ้าเกิดผิดนัดชำระ ผู้กู้ร่วมถือว่าเป็นเจ้าหนี้ร่วมเต็ม ๆ ในเครดิตบูโร
ถ้าผู้กู้ร่วมมีเงินเดือน/รายได้ประจำสูง มีเครดิตดีมาก
→ ช่วยให้ธนาคารมั่นใจว่า “หนี้ก้อนนี้มีคนช่วยกันรับผิดชอบ”
บางครั้งช่วยให้ผ่านได้ในเคสที่ธุรกิจเดี่ยว ๆ DSCR ยังไม่สวย
ผู้กู้ร่วม “เสี่ยงเท่าเจ้าของกิจการ” ในมุมหนี้ – ผิดนัดคือโดนทั้งหมด
ภาระหนี้ก้อนนี้จะไปลดโอกาสการกู้ส่วนตัวของผู้กู้ร่วมในอนาคต
ถ้าเป็นคนในครอบครัว ต้องคิดเรื่องความสัมพันธ์ให้ดีมาก ๆ
สรุปง่าย ๆ
PG = ยืนค้ำอยู่ข้างหลัง แต่โดนหนี้เต็ม ๆ ถ้าเคสแย่
Co-Borrower = ยืนกู้ข้าง ๆ กันแต่แรก โดนหนี้เต็ม ๆ อยู่แล้ว
หมายเหตุสำคัญ: ผู้กู้ร่วม (Co-Borrower) โดยหลักปฏิบัติถือเป็น “ลูกหนี้ร่วม” ตั้งแต่วันแรก ธนาคารจะนำรายได้–หนี้–เครดิตของผู้กู้ร่วมมาคำนวณ และหากเกิดผิดนัด อาจกระทบประวัติเครดิตของผู้กู้ร่วมได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้ขึ้นกับเงื่อนไขในสัญญาสินเชื่อ ควรพิจารณาให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ
บสย. – บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักคือ
“ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SME ที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักประกัน”
พูดให้เข้าใจง่ายคือ ถ้าธุรกิจคุณมีรายได้จริง เดินดี แต่ไม่มีบ้าน/ที่ดิน หรือไม่อยากใช้คนค้ำ บสย.จะเข้ามายืนเป็น “ตัวช่วยค้ำ” ระหว่างคุณกับธนาคาร
บสย. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์หรือหลักประกันไม่เพียงพอ
ช่วยเพิ่มโอกาสให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่ “ตัวเลขพอได้” แต่ไม่มีหลักประกัน
ลดความจำเป็นในการดึงคนในครอบครัวมาเป็นผู้ค้ำ/ผู้กู้ร่วม (ในหลาย ๆ เคส)
ช่วยให้ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มจัดตัวเองเข้าระบบ เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
การใช้ บสย. ไม่ได้ฟรี โดยทั่วไปจะมี
ค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน ต่อปี โดยบสย. มีการเผยแพร่อัตราค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามโครงการ/ระดับความเสี่ยง เช่น อัตรา 1% ต่อปี หรือ 1.5% ต่อปีในบางกรณี (รายละเอียดขึ้นกับโครงการและประกาศล่าสุด)
ระยะเวลาที่ บสย. ค้ำให้ตามโครงการที่สมัคร
เงื่อนไขบางอย่าง เช่น ต้องรักษาพฤติกรรมชำระหนี้ให้ดี
สำคัญมาก:
บสย. “ค้ำให้ธนาคาร” ไม่ใช่ค้ำให้เรา
ถ้าธุรกิจผิดนัดจ่ายหนี้ ธนาคารอาจได้เงินจาก บสย. ไปบางส่วน
แต่ภาระสุดท้ายจะ “ย้อนกลับมาที่เรา” อยู่ดี
เพียงแต่ข้อดีคือ เราไม่ต้องดึงคนในครอบครัวเข้ามาเสี่ยงร่วมด้วยตรง ๆ
เรามักคิดว่าการมีคนค้ำหรือผู้กู้ร่วมคือ “มีแค่ผ่าน/ไม่ผ่าน” แต่ในทางปฏิบัติ
การมี PG / Co-Borrower / บสย.
→ อาจทำให้ วงเงินขยับได้มากขึ้น
→ หรือ ต้นทุนดอกเบี้ย/เงื่อนไข ดีขึ้น (แล้วแต่โปรแกรม)
ตัวอย่างเช่น
ธุรกิจเดี่ยว ๆ รายได้ยังไม่สูงมาก DSCR กลาง ๆ
ถ้าไม่มีคนค้ำ / บสย. → ธนาคารอาจอนุมัติวงเงินเล็กน้อย หรือไม่อนุมัติ
ถ้ามีผู้กู้ร่วมที่มีเงินเดือนประจำสูง → วงเงินอาจขยับขึ้นได้
ถ้าใช้ บสย. ค้ำในโปรแกรมเฉพาะ SME → ธนาคารอาจปล่อยวงเงินกล้าขึ้น
ธุรกิจที่ตัวเลขดีอยู่แล้ว
การมีคนค้ำเพิ่มอาจไม่ทำให้ดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ช่วยเสริมความมั่นใจในบางเคสที่วงเงินขอค่อนข้างสูง
นี่คือเหตุผลว่าทำไม เวลาเจรจาสินเชื่อ SME ควรเข้าใจ “โครงสร้างโปรแกรม” ด้วย ไม่ใช่แค่ถามว่า “ดอกเบี้ยเท่าไร” อย่างเดียว
มาดูให้ชัดว่าแต่ละทางเลือก มีต้นทุนและข้อผูกมัดอะไรบ้าง (แบบภาพรวม)
ไม่มีค่าธรรมเนียมค้ำแบบแยกต่างหาก (เหมือน บสย.)
แต่มี “ต้นทุนแฝง” คือ
ภาระหนี้ในเครดิตของคนค้ำ / ผู้กู้ร่วม
ความเสี่ยงต่อทรัพย์สินส่วนตัวของเขา
ความสัมพันธ์ส่วนตัว/ครอบครัว
สำหรับผู้กู้ร่วม ภาระในเครดิตจะหนักกว่าคนค้ำ เพราะถือว่าเป็นลูกหนี้เต็มตัว
มี ค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่อปี ตามโปรแกรม
มีเงื่อนไขการค้ำ เช่น ระยะเวลา–วงเงินสูงสุด ฯลฯ
ถ้าธุรกิจผิดนัดจ่ายหนี้
ธนาคารอาจได้เงินคืนจาก บสย. ส่วนหนึ่ง
แต่ บสย. จะมาทวงเราต่อในฐานะลูกหนี้ที่ต้องชดใช้
ข้อดีคือ “โยกความเสี่ยงจากคนในครอบครัว ไปอยู่กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ค้ำโดยตรง”
เจ้าของกิจการต้องการวงเงินเพิ่มด่วน
เจ้าหน้าที่เสนอให้เอาภรรยา/สามี/พี่น้อง มาเป็นผู้กู้ร่วมหรือคนค้ำ
เซ็นกันภายในวันเดียว โดยไม่ได้คุยกันให้เคลียร์เรื่องความเสี่ยง
ผ่านไป 1–2 ปี ธุรกิจติดปัญหา ลูกค้าจ่ายเงินช้า กระแสเงินสดตึง หนี้เริ่มค้าง
ธนาคารเริ่มทวงคนค้ำ/ผู้กู้ร่วม
เครดิตเสียไปทั้งคู่
เกิดความขัดแย้งกันในครอบครัวแบบแก้ยาก
บทเรียน: อย่าดึงคนมาร่วมเสี่ยงโดยที่เขาไม่เข้าใจความเสี่ยงเต็มที่ก่อน
ธุรกิจมียอดขายดี แต่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ และไม่อยากให้คนในครอบครัวมาเสี่ยงร่วม
เลือกใช้โปรแกรมสินเชื่อ SME ที่มี บสย. ค้ำแทน
เจ้าของโฟกัสที่การ “เดินบัญชี + จัดงบให้สวย” ให้ธนาคารเชื่อในตัวธุรกิจ
ถ้าวันหนึ่งธุรกิจมีปัญหา แม้ภาระสุดท้ายยังกลับมาที่เจ้าของ แต่
ครอบครัวไม่ต้องถูกดึงเข้าไปในสัญญาโดยตรงตั้งแต่วันแรก
ความสัมพันธ์ส่วนตัวไม่เสียหายเท่ากรณีดึงคนมาค้ำ/กู้ร่วม
ผมเคยดูเคสกิจการบริการรายหนึ่ง รายได้เข้าบัญชีค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ไม่มีทรัพย์สินจะเอาไปค้ำ และเจ้าของยืนยันชัดว่า “ไม่อยากให้คู่สมรสหรือพ่อแม่มาเซ็นอะไรทั้งนั้น”
ตอนคุยกับธนาคาร รอบแรกเจ้าหน้าที่ถามตรง ๆ ว่า
“ถ้าไม่มีหลักทรัพย์ จะมีใครค้ำไหม?”
“รายได้เข้าบัญชีทำไมบางเดือนเป็นก้อนใหญ่?”
“เงินกู้จะเอาไปทำอะไร และเงินจะกลับมายังไง?”
เราเลยวางแผนแบบไม่เล่นท่า “เอาให้ผ่านเร็ว” แต่ทำให้ธนาคารเห็นภาพธุรกิจแทน โดยใช้กรอบนี้:
ให้เงินเข้าในระบบชัดขึ้น: ปรับวิธีรับชำระจากลูกค้ารายหลักให้โอนเข้าบัญชีธุรกิจเป็นรอบ ๆ (ไม่ฝากทีเดียวปลายเดือน)
ทำแผนใช้เงิน 1 หน้า: เงินกู้ส่วนหนึ่งใช้เป็นทุนหมุนเวียนเพื่อ “ปิดช่องว่างเงินเข้า” และกันเงินสำรองค่างวด
เตรียมเอกสารที่เล่าเรื่องเดียวกัน: สเตทเมนต์ 12 เดือน + รายการลูกค้าหลัก + สัญญาบริการ/ใบแจ้งหนี้ตัวอย่าง + สรุปรายรับ–รายจ่ายรายเดือน
จากนั้นจึงเลือกเดินเส้นทางที่มี บสย. เป็นกลไกค้ำ (แทนการดึงคนในครอบครัว)
สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงคือ “บสย. ไม่ได้ทำให้ธุรกิจดีขึ้นเอง” แต่ช่วยให้ธนาคารกล้าขยับเมื่อเห็นว่า ธุรกิจมีวินัยและมีแผนชำระหนี้
ผลลัพธ์ที่คุ้มที่สุดในมุมผม ไม่ใช่แค่เรื่องอนุมัติ แต่คือ:
ไม่มีใครในบ้านถูกผูกเป็นผู้ค้ำ/ผู้กู้ร่วมตั้งแต่วันแรก
เจ้าของมีระบบเงินสดที่นิ่งขึ้น (เพราะตั้งกติกาเงินเข้าและกันชนค่างวดไว้)
เวลาธนาคารถาม “ถ้าเงินเข้าช้า 60 วันจะทำยังไง” เจ้าของตอบได้ทันทีจากแผนที่เตรียมไว้
บทเรียน: ถ้าธุรกิจ “พอมีศักยภาพ” แต่ไม่อยากใช้คนค้ำ การใช้บสย. มักเหมาะกว่า — แต่ต้องชนะด้วยเอกสารและการจัดกระแสเงินสดให้เห็นจริง ไม่ใช่หวังว่า “มีบสย. แล้วจะผ่านเอง”
ธุรกิจเข้าข่ายเกณฑ์ บสย. แต่ธนาคารอยากเห็น “Commitment” จากเจ้าของด้วย
เจ้าของลงนามค้ำในนามบุคคล (PG) + ใช้ บสย. ค้ำบางส่วน
ทำให้ภาพรวมความเสี่ยงแบ่งกัน 3 ฝ่าย: ธนาคาร–บสย.–เจ้าของ
โมเดลแบบนี้พบได้ในหลายโปรแกรม SME ของธนาคาร ซึ่งรายละเอียดจะอธิบายต่อในบทความแนว ใช้ บสย. ค้ำ vs ขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ
ลองใช้กรอบคิดง่าย ๆ ช่วยตัดสินใจเบื้องต้น
ตัวเลือกแรกที่ควรพิจารณา:
สินเชื่อ SME แบบไม่มีหลักค้ำ + ใช้ บสย. เป็นหลักประกันเสริม
เลี่ยงการดึงคนในครอบครัวมาค้ำ หากยังไม่จำเป็น
พิจารณาใช้ ผู้กู้ร่วม หรือ PG ที่เข้าใจความเสี่ยงและยอมร่วมรับผิดชอบจริง ๆ
ควรคุยกันชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า
วงเงินเท่าไร
ค่างวดต่อเดือนเท่าไร
ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่สุด ใครจะรับผิดชอบส่วนไหน
ไม่ควรรีบดึงใครมาค้ำหรือกู้ร่วมเพื่อ “ดัน” ให้ผ่าน
ควรกลับไปใช้แผนในบทความอย่าง
เตรียมตัว 0–7–30–90 วัน ให้สินเชื่ออนุมัติง่าย
Roadmap 12 เดือน ก่อนยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เพื่อจัดบ้าน–จัดบัญชี–ฟื้นเครดิตก่อน
เพราะการได้วงเงินในวันที่ธุรกิจยังไม่พร้อม อาจสร้างความเสียหายใหญ่กว่า “การรอให้พร้อมแล้วค่อยกู้”
Disclosure / ขอบเขตบทความ: เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเลือก “รูปแบบการค้ำ” สำหรับ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล เงื่อนไข/ค่าธรรมเนียม/เอกสารอาจเปลี่ยนตามสถาบันการเงินและโครงการในช่วงเวลา ควรตรวจสอบเอกสารสัญญาและรายละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ผลประโยชน์ทับซ้อน: หากบทความมีการกล่าวถึงโครงการ/หน่วยงานใด เป็นไปเพื่อการให้ข้อมูล ไม่ได้เป็นการรับรองผลอนุมัติหรือเงื่อนไขที่เหมือนกันในทุกเคส
สุดท้าย อยากฝากภาพนี้ไว้ในหัวเวลาเลือก PG / Co-Borrower / บสย.
เป้าหมายไม่ใช่ “แค่ให้กู้ผ่าน”
แต่คือ “ให้ผ่านในเงื่อนไขที่ธุรกิจและคนรอบตัวรับไหวในระยะยาว”
สำหรับ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
แกนกลางคือ “ศักยภาพของธุรกิจ”
PG / ผู้กู้ร่วม / บสย. เป็นเพียงตัวช่วยเสริม ไม่ใช่ตัวแก้ปัญหาโครงสร้างธุรกิจ
ถ้าโครงสร้างธุรกิจ–กระแสเงินสด–เครดิต ยังไม่แข็งแรง การใช้คนค้ำ/ผู้กู้ร่วม/บสย. ไป “ดัน” ให้ผ่านเร็ว ๆ อาจทำให้ทุกคนต้องรับความเสี่ยงเกินเหตุในภายหลัง
จากตรงนี้ คุณอาจต่อไปอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง เช่น
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคืออะไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
เกณฑ์ที่ธนาคารใช้อนุมัติ: DSCR กระแสเงินสด และเครดิต
แผนที่โปรแกรมสินเชื่อ SME แบบ Clean & วงเงินหมุนเวียน
เตรียมตัว 0–7–30–90 วัน ให้สินเชื่ออนุมัติง่าย
เพื่อประกอบกันเป็น “คู่มือครบชุด” ที่ช่วยให้คุณใช้ทั้ง Clean Loan + PG + ผู้กู้ร่วม + บสย. อย่างฉลาด คุ้มค่า และไม่เพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองและคนรอบตัวเกินจำเป็นครับ
บสย. (TCG): ข้อควรรู้เรื่องการค้ำประกันสินเชื่อและบทบาทของ บสย.
บสย. (TCG): อัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน/ประกาศอัตราค่าธรรมเนียม
ธนาคารแห่งประเทศไทย: ช่องทางช่วยเหลือ/ร้องเรียนผู้ใช้บริการการเงิน (กรณีเจอการขายพ่วง/เงื่อนไขไม่เป็นธรรม)