ในปี 2569 นี้ผู้ประกอบการจำนวนมากที่กำลังวางแผน กู้sme มักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ เช่น “เริ่มธุรกิจต้องใช้เงินเท่าไหร่” หรือ “ขอ สินเชื่อ sme เริ่มต้นธุรกิจ ได้วงเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ” แต่ในความเป็นจริง คำถามที่สำคัญกว่าคือ “เงินก้อนแรกควรถูกแบ่งไปทำอะไร” “ส่วนไหนควรใช้เงินตัวเอง และส่วนไหนเหมาะกับการใช้ สินเชื่อธุรกิจsme” รวมถึง “ควรกู้ระยะสั้นหรือระยะยาว เพื่อไม่ให้ธุรกิจเริ่มต้นแบบอึดอัดเกินไป”
บทความนี้จึงมุ่งอธิบายโครงสร้างเงินทุนสำหรับ สินเชื่อ ผู้ ประกอบการ รายใหม่ 2569โดยเน้นการวางแผนเงินลงทุนเริ่มต้นและเงินหมุนเวียนให้ถูกต้องก่อนยื่นขอสินเชื่อ เนื้อหานี้เหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มกิจการและกำลังพิจารณา สินเชื่อ SME เริ่มต้นธุรกิจ หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อให้เริ่มต้นได้อย่างเป็นระบบ ไม่ตึงมือ และลดความเสี่ยงต้องพึ่ง สินเชื่อเงินด่วน หรือ กู้เงินด่วน แบบไม่จำเป็นในช่วงเริ่มต้น
บทความนี้เลยจะไม่โฟกัสเรื่อง “เอกสารสมัครสินเชื่อ” (เพราะมีแยกไว้แล้วในบทความ เตรียมตัวขอสินเชื่อ SME เริ่มต้นธุรกิจ),
แต่จะโฟกัสเรื่องที่ลึกกว่า คือ โครงสร้างเงินลงทุนเริ่มต้น ว่าควรวางอย่างไรให้ “พอ” แต่ “ไม่ตึง” เกินไปในมุมเจ้าของกิจการจริง ๆ
ก่อนเลือกประเภทสินเชื่อ สิ่งแรกที่ควรทำคือแยกให้ชัดว่า “เงินลงทุนเริ่มต้น” คืออะไร และ “เงินหมุนเวียน” คืออะไร เพราะผู้ประกอบการรายใหม่จำนวนไม่น้อยใช้สองก้อนนี้ปนกัน สุดท้ายเกิดสถานการณ์ที่พบได้บ่อยคือ “ของก็ซื้อแล้ว ร้านก็เปิดแล้ว แต่เงินหมุนไม่พอ” ทำให้ต้องหาทางกู้เพิ่มกลางทาง
เงินลงทุนเริ่มต้น (Initial Investment) คือเงินก้อนแรกที่ใช้กับสิ่งที่ “ลงทุนแล้วอยู่กับธุรกิจไปอีกนาน” เช่น ค่าตกแต่งร้านหรือปรับปรุงสถานที่ ค่าเฟอร์นิเจอร์ เคาน์เตอร์ ชั้นวางสินค้า ค่าเครื่องจักร เครื่องมือ หรืออุปกรณ์หลัก (เช่น เครื่องชงกาแฟ เตาอบ เครื่องพิมพ์ฉลาก) รวมถึงเงินประกันเช่าที่ มัดจำอุปกรณ์ ค่าระบบ POS งานป้าย และงานออกแบบระบบต่าง ๆ ลักษณะสำคัญคือมักเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ก่อนเปิดกิจการ และไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือน
ส่วน เงินหมุนเวียน (Working Capital) คือเงินที่หมุนอยู่ใน “ลมหายใจประจำวันของธุรกิจ” เช่น ซื้อวัตถุดิบ เติมสต๊อก จ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายเงินเดือนและค่าแรง จ่ายค่าโฆษณาและการตลาด รวมถึงค่าใช้จ่ายรายเดือนอื่น ๆ เงินหมุนเวียนที่ดีควรทำให้ธุรกิจไม่สะดุดแม้ยอดขายขึ้นลง และรองรับช่วงยอดขายตกได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วง 3–6 เดือนแรกซึ่งเป็นช่วงปรับตัวและทดสอบตลาด
สิ่งที่พบได้บ่อยคือผู้ประกอบการทุ่มเงินแทบทั้งหมดไปกับการตกแต่ง การซื้ออุปกรณ์ และการทำให้ร้าน “พร้อมที่สุด” ตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อเปิดจริงกลับพบว่าเงินหมุนไม่พอสำหรับ 3–6 เดือนแรก ผลที่ตามมาคือเริ่มต้องหา สินเชื่อเงินด่วน หรือ กู้เงินด่วน เพื่อมาจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายประจำ ขณะเดียวกันยอดขายยังไม่ทันนิ่ง แต่ภาระดอกเบี้ยเริ่มมาแล้ว จึงเกิดความเครียดและความเสี่ยงต่อกระแสเงินสดอย่างรวดเร็ว
หลักคิดแรกของการใช้ สินเชื่อ SME เริ่มต้นธุรกิจ จึงคือ “อย่านำเงินทั้งหมดไปลงกับสิ่งที่อยากได้ จนลืมเงินหมุนที่จำเป็น” แนวทางที่แนะนำคือแบ่งเงินก้อนแรก (ทั้งเงินตัวเองและเงินกู้) ออกเป็น 2 ส่วนชัดเจน ได้แก่ (1) เงินลงทุนเริ่มต้นเท่าที่จำเป็นจริง และ (2) เงินหมุนเวียนสำหรับ 3–6 เดือนแรกที่กันไว้โดยเฉพาะ เมื่อทำเช่นนี้ ผู้ประกอบการจะเริ่มเห็นว่า “ไม่จำเป็นต้องทุ่มสุด” ในการแต่งร้านหรือซื้อของตั้งแต่วันแรก หากการทุ่มนั้นทำให้ขาดสภาพคล่องในช่วงเริ่มต้น
เมื่อแยกเงินลงทุนเริ่มต้นกับเงินหมุนเวียนได้แล้ว คำถามถัดไปคือ “ก้อนไหนควรใช้สินเชื่อระยะยาว” และ “ก้อนไหนควรใช้สินเชื่อระยะสั้นหรือวงเงินหมุนเวียน” หลักคิดที่ใช้ได้จริงคือ “จับคู่ระยะเวลาให้เหมาะ” (Matching) เพื่อให้โครงสร้างเงินทุนไม่กดทับธุรกิจ
สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) เหมาะกับค่าใช้จ่ายที่อยู่กับธุรกิจหลายปี เช่น เครื่องจักรหรืออุปกรณ์หลักที่มีอายุใช้งาน 3–7 ปี ค่าปรับปรุงร้าน ครัว ห้องเย็น หรือโกดัง รวมถึงเงินประกันและมัดจำที่ต้องวางทิ้งไว้นาน ข้อดีของสินเชื่อระยะยาวคือผ่อนเป็นงวด วางแผนได้ และโดยทั่วไปช่วยให้กระแสเงินสดนิ่งกว่าเมื่อเทียบกับการใช้เงินกู้ระยะสั้นในเรื่องระยะยาว อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือต้องมั่นใจว่าธุรกิจมีรายได้พอรองรับค่างวดต่อเนื่องเป็นปี ๆ
ส่วน สินเชื่อระยะสั้นหรือวงเงินหมุนเวียน เหมาะกับเรื่องที่หมุนจบในไม่กี่เดือน เช่น ทุนสต๊อกล็อตแรกที่คาดว่าขายออกได้ใน 1–3 เดือน ช่องว่างระหว่าง “จ่ายของวันนี้” กับ “เก็บเงินลูกค้าเดือนหน้า” หรือค่าใช้จ่ายช่วงเริ่มต้นที่มั่นใจว่ามีรายได้รออยู่แล้ว รูปแบบที่ธุรกิจ SME มักใช้ ได้แก่ วงเงิน OD ที่เสียดอกเบี้ยตามวันที่ใช้ สินเชื่อหมุนเวียนรายปีที่เบิกใช้–คืนได้ภายในวงเงิน และแฟคตอริ่งสำหรับกิจการที่มีใบแจ้งหนี้กับลูกค้านิติบุคคล
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งคือ “ใช้เงินกู้ระยะสั้นดอกเบี้ยสูงไปทำเรื่องระยะยาว” เพราะจะทำให้ต้องหมุนหนี้แทนที่จะหมุนธุรกิจ และอาจนำไปสู่การพึ่ง สินเชื่อเงินด่วน ซ้ำ ๆ จนโครงสร้างการเงินเสียสมดุล
หมายเหตุจากผู้เขียน: ดิฉันเขียนส่วนนี้จากประสบการณ์ที่เคยลองวางแผนเงินทุนให้กิจการขนาดเล็ก 2 รูปแบบ (หน้าร้าน และออนไลน์) และจากสิ่งที่สังเกตซ้ำ ๆ เวลาเจ้าของกิจการมาปรึกษาเรื่อง สินเชื่อ SME เริ่มต้นธุรกิจ จุดสำคัญไม่ใช่ “กู้ให้ได้มากที่สุด” แต่คือ “จัดเงินให้ถูกก้อน” เพื่อไม่ให้ต้องไปพึ่ง สินเชื่อเงินด่วน/กู้เงินด่วน ในจังหวะที่เสียเปรียบ
ตอนที่ดิฉันช่วยเพื่อนเปิดร้านกาแฟเล็กในชุมชน เราคิดกันเหมือนคนส่วนใหญ่ค่ะ—อยากให้ร้าน “ดูดีตั้งแต่วันแรก” เลยเผลอจัดงบไปกับของที่มองเห็นก่อน ทั้งเครื่องชง เคาน์เตอร์ ป้าย และเฟอร์นิเจอร์
งบที่เราวางตอนแรก คือประมาณ 420,000 บาท
เครื่องชง + เครื่องบด: 175,000
เคาน์เตอร์/เฟอร์นิเจอร์/ตกแต่ง: 95,000
ตู้เย็น/ตู้แช่ + อุปกรณ์ทำครัวเล็ก ๆ: 60,000
POS/ป้าย/อุปกรณ์ยิบย่อย: 35,000
เงินมัดจำ+ประกันเช่า: 55,000
ตอนนั้นเราคิดว่า “เหลือเงินไว้อีกหน่อยก็น่าจะพอหมุน” แต่พอเปิดจริง ดิฉันถึงเข้าใจคำว่า เงินหมุนเวียนคือชีวิตของร้าน แบบเจ็บ ๆ
ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เกิดจริง (ที่เราคิดต่ำไป)
ค่าเช่า+ค่าน้ำไฟ: 16,500/เดือน (หน้าร้อนค่าน้ำไฟกระโดด)
วัตถุดิบ/นม/ไซรัป/แก้ว: 22,000–28,000/เดือน (เพราะซื้อทีละน้อย ต้นทุนแพงกว่า)
ค่าแรงพาร์ทไทม์: 9,000/เดือน (ช่วงพีคต้องมีคนช่วย)
ค่าการตลาด/โปรโมชัน: 4,000–6,000/เดือน (ตอนแรกคิดว่าไม่ต้องทำ)
พอรวมจริง ๆ เฉลี่ยประมาณ 52,000–59,000 บาท/เดือน
และสิ่งที่ทำให้ช็อกคือ ยอดขาย 30 วันแรกไม่ได้มาแบบที่เราคาด ยอดขายเฉลี่ยวันละประมาณ 2,800–3,500 บาท (ยังไม่หักต้นทุน) ช่วงแรกลูกค้า “ยังไม่จำ” ร้าน ต้องใช้เวลา
สัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นจริงในสัปดาห์ที่ 5–6
เริ่มเลื่อนจ่ายของบางเจ้า
เริ่มคิดจะใช้บัตรเครดิตรูดสต๊อก เพราะ “เงินสดไม่พอ”
เริ่มคุยกันเรื่องหา กู้เงินด่วน มาปิดรูรั่วค่าใช้จ่ายรายเดือน
ตอนนั้นดิฉันหยุดแล้วถามตัวเองว่า “ถ้าเรากู้เพิ่มตอนนี้ เรากำลังแก้ปัญหาธุรกิจ หรือแค่กำลังแก้ปัญหาเงินสดชั่วคราว?” และนั่นคือจุดที่เราเปลี่ยนโครงสร้างเงินทั้งก้อนใหม่
สิ่งที่เราปรับ (และช่วยให้ร้านรอดโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม)
ตั้งกฎเงินหมุน 90 วัน: กันเงินสดไว้ให้ได้อย่างน้อย 3 เดือนของค่าใช้จ่ายคงที่
ค่าใช้จ่ายคงที่ (เช่า+น้ำไฟ+แรงขั้นต่ำ) ตอนนั้นอยู่ที่ ~26,000/เดือน
เป้าหมายเงินหมุนขั้นต่ำ = 26,000 × 3 = 78,000 บาท (ห้ามแตะไปซื้อของเพิ่ม)
ตัดการซื้อของ “ที่ยังไม่จำเป็น” 45 วันแรก
เราเลื่อนซื้อเครื่องทำเมนูเสริมบางอย่างออกไปก่อน (ที่ตอนแรกอยากได้มาก)
เปลี่ยนจาก “ทำเมนูเยอะ” เป็น “ทำเมนูหลักให้ขายดีจริง” เพื่อลดสต๊อกค้าง
เปลี่ยนวิธีซื้อวัตถุดิบให้ต้นทุนลดทันที
จากซื้อถี่ ๆ ปริมาณน้อย → รวมซื้อสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
ต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ + เลือก SKU ให้น้อยลง
ผลคือเดือนที่ 2 ต้นทุนวัตถุดิบลดลงประมาณ 8–12% แบบเห็นได้ชัด
แก้รายได้ให้เร็วที่สุดด้วย “ข้อเสนอเดียวที่ทำซ้ำได้”
เราทำโปรเซ็ต “กาแฟ+ขนม” ราคาเดียว (เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจง่าย)
ทำบัตรสะสมแต้มแบบง่าย ๆ
เดือนที่ 3 ยอดขายเฉลี่ยต่อวันขยับขึ้นเป็น 4,200–4,900 บาท และเริ่มนิ่งขึ้น
บทเรียนที่ดิฉันได้จากเคสนี้
จุดพลาดไม่ใช่การซื้อเครื่องแพง แต่คือ “ซื้อจนไม่เหลือเงินหายใจ”
ถ้าจะใช้ สินเชื่อธุรกิจsme ให้คุมก้อน “เงินหมุน 3 เดือน” ให้ได้ก่อน แล้วค่อยขยายของ
หลายคนจบที่ สินเชื่อเงินด่วน/กู้เงินด่วน เพราะไม่ได้กันเงินหมุนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี
หากคุณเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่กำลังพิจารณา กู้sme หรือ สินเชื่อ SME เริ่มต้นธุรกิจ ให้ยึด 3 ข้อนี้เป็นหลัก
แยกเงินลงทุนเริ่มต้นกับเงินหมุนเวียนให้ชัด โดยเฉพาะเงินหมุน 3–6 เดือนแรก
จับคู่ระยะเวลาให้เหมาะ: เรื่องระยะยาวใช้สินเชื่อระยะยาว เรื่องหมุนเร็วใช้วงเงินหมุนเวียนหรือเงินตัวเอง
กันสำรองเสมอ เพื่อให้ธุรกิจไม่สะดุด และลดความจำเป็นในการใช้ สินเชื่อเงินด่วน หรือ กู้เงินด่วน ในช่วงที่ยอดขายยังไม่นิ่ง
การเริ่มต้นด้วยโครงสร้างเงินทุนที่วางแผนดีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เงินก้อนแรกเป็น “แรงส่ง” ให้ธุรกิจเติบโต ไม่ใช่ภาระที่ทำให้เครียดตั้งแต่เดือนแรกที่เปิดกิจการ
หากคุณกำลังเริ่มธุรกิจและต้องการวางแผน สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก อย่างเป็นระบบ แนะนำให้เตรียมตัวเลขพื้นฐาน เช่น เงินเก็บที่มี ค่าใช้จ่ายตั้งต้น และค่าใช้จ่ายรายเดือนช่วงแรก เพื่อประเมินโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมและเลือกประเภท สินเชื่อผู้ประกอบการรายใหม่ ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดของกิจการ
โดยหลักแล้ว สินเชื่อ ผู้ ประกอบการ รายใหม่ ควรเริ่มจากการเลือกวงเงินที่ “สอดคล้องกับกระแสเงินสด” ไม่ใช่เลือกจากวงเงินสูงสุดเพียงอย่างเดียว หากค่าใช้จ่ายเริ่มต้นเป็นก้อนใหญ่และใช้งานหลายปี (เช่น เครื่องจักร/รีโนเวท) มักเหมาะกับ สินเชื่อธุรกิจsme แบบระยะกลาง–ยาว ส่วนค่าใช้จ่ายหมุนเวียนรายเดือนควรพิจารณาวงเงินหมุนเวียนหรือใช้เงินตัวเองก่อน เพื่อไม่ให้ค่างวดไปกดทับการดำเนินงานช่วงแรก
คำตอบที่ปลอดภัยกว่าคือ “กู้เท่าที่จำเป็นต่อการเริ่มดำเนินงานและทำให้เกิดรายได้” โดยแนะนำให้แยกงบเป็น 2 กองก่อนเสมอ
เงินลงทุนเริ่มต้น (อุปกรณ์/ปรับปรุง/มัดจำ)
เงินหมุนเวียนอย่างน้อย 3–6 เดือน (ค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ การตลาด)
จากนั้นค่อยกำหนดวงเงินกู้ที่ทำให้ ธุรกิจยังมีเงินหมุน ไม่ใช่กู้จน “ครบทุกอย่าง” แต่เปิดแล้วตึงมือ
สำหรับธุรกิจเริ่มต้น ดิฉันมักใช้กรอบคิดง่าย ๆ คือ อย่างน้อย 3 เดือน เป็นขั้นต่ำ และถ้าเป็นธุรกิจหน้าร้านหรือมีค่าใช้จ่ายคงที่สูง แนะนำให้มอง 4–6 เดือน จะปลอดภัยกว่า เพราะช่วงแรกยอดขายมักยังไม่นิ่ง เงินหมุนเวียนเป็นตัวกันชนสำคัญที่ช่วยให้ไม่ต้องไปพึ่ง สินเชื่อเงินด่วน ระหว่างทาง
Term Loan คือสินเชื่อเป็นก้อน ผ่อนเป็นงวด เหมาะกับสิ่งที่ใช้ยาวหลายปี เช่น เครื่องจักร รีโนเวท หรือการลงทุนโครงสร้างหลักของกิจการ
OD (เบิกเกินบัญชี) คือวงเงินหมุนเวียน ใช้วันไหนเสียดอกวันนั้น เหมาะกับ “ช่องว่างเงินสด” เช่น ซื้อสต๊อกแล้วรอรับเงิน หรือค่าใช้จ่ายระยะสั้นที่หมุนจบภายในไม่กี่เดือน
ถ้าใช้ผิดประเภท เช่น เอา OD ไปลงทุนระยะยาว อาจทำให้ภาระดอกเบี้ยสูงและต้องหมุนหนี้แทนหมุนธุรกิจ
โดยหลัก สินเชื่อเงินด่วน หรือ กู้เงินด่วน เหมาะกับการแก้ปัญหา “ระยะสั้น” ที่มีแผนคืนเงินชัดเจน เช่น เงินขาดมือชั่วคราวจากรอบเก็บเงินลูกค้า แต่ไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว (เช่น ซื้อเครื่องจักรหรือปรับปรุงร้าน) เพราะจะทำให้ภาระดอกเบี้ยกดทับเร็ว ในมุมการวางแผน สินเชื่อ SME เริ่มต้นธุรกิจ ควรพยายามจัดโครงสร้างเงินทุนให้ไม่ต้องพึ่งกู้ด่วนเป็นทางหลัก