เมื่อธุรกิจเติบโตมาถึงจุดหนึ่ง ปัญหาที่เจ้าของกิจการพบมักไม่ใช่ “หาลูกค้าไม่ได้” แต่กลับเป็น
“ออเดอร์มี แต่ผลิตไม่ทัน”
สถานการณ์ที่พบได้บ่อย เช่น
ออเดอร์เริ่มแน่นจนต้องปฏิเสธงาน
เครื่องจักรเดิมเริ่มเก่า ซ่อมบ่อย หยุดผลิตบ่อย
อยากรับงานล็อตใหญ่จากลูกค้ารายสำคัญ แต่กำลังการผลิตปัจจุบันไม่พอ
นี่คือจุดเริ่มต้นที่หลายธุรกิจ SME เริ่มมองหา สินเชื่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ลดต้นทุน และรองรับการเติบโตระยะยาว
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ สินเชื่อเครื่องจักรสำหรับธุรกิจ SME แบบเป็นระบบ ตั้งแต่จังหวะที่ควรลงทุน ประเภทสินเชื่อที่ใช้ได้ ไปจนถึงวิธีประเมินความคุ้มค่า เพื่อไม่ให้การกู้กลายเป็นภาระเกินตัวในอนาคต
ถ้าอยากดูภาพรวมของสินเชื่อธุรกิจทั้งหมดก่อน แนะนำให้กลับไปอ่านบทความหลัก สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME คืออะไร? คู่มือฉบับเจ้าของกิจการ ไว้เป็นกรอบใหญ่ แล้วค่อยกลับมาโฟกัสที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรครับ
จากประสบการณ์ที่ดิฉันทำงานกับเจ้าของกิจการ SME มา สินเชื่อเครื่องจักรไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด
แก่นของมันคือ การใช้ “เครื่องจักรหรืออุปกรณ์” เป็นหลักประกัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถซื้อหรือลงทุนในเครื่องจักรได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินสดทั้งก้อนตั้งแต่วันแรก
ในทางปฏิบัติ สินเชื่อเครื่องจักรคือสินเชื่อหรือสัญญาลีสซิ่ง ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจ
ซื้อหรือใช้เครื่องจักร (ทั้งใหม่และมือสอง)
ทยอยผ่อนชำระเป็นงวดตามสัญญา เช่น 1–5 ปี หรือบางกรณียาวกว่านั้น
เก็บเงินสดไว้เป็นสภาพคล่องสำหรับการดำเนินงานแทนการจ่ายก้อนใหญ่ทันที
เครื่องจักรที่ใช้กับสินเชื่อประเภทนี้ไม่ได้จำกัดแค่โรงงานขนาดใหญ่
ดิฉันเคยเห็นตั้งแต่เครื่องจักรในสายการผลิต, รถโฟล์คลิฟท์, รถขุด–รถตัก ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็นต่อธุรกิจ
ในตลาดจะพบโครงสร้างหลักอยู่ 2 แบบ ซึ่งผลลัพธ์ต่างกันชัดเจน
จากเคสที่ดิฉันดูแลมา หากเจ้าของกิจการต้องการ เป็นเจ้าของเครื่องจักรแน่นอน รูปแบบนี้จะถูกเลือกบ่อยที่สุด
ลักษณะคือ
ผู้ให้สินเชื่อซื้อเครื่องจักรให้ก่อน
ธุรกิจผ่อนเป็นงวดตามสัญญา
เมื่อผ่อนครบ กรรมสิทธิ์โอนเป็นของกิจการทันที
เหมาะกับเครื่องจักรที่ใช้งานยาว และเป็นแกนหลักของการผลิต
ลีสซิ่งจะต่างออกไปเล็กน้อย โดยเน้น “เช่าใช้” มากกว่า “ถือครองทันที”
จากที่ดิฉันสังเกต ธุรกิจที่เลือกแบบนี้มักเป็น
เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว
ธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่น
เมื่อครบสัญญา ผู้เช่าสามารถเลือกได้ว่าจะ
ซื้อขาด
ต่อสัญญา
หรือคืนเครื่อง
หมายเหตุจากประสบการณ์ทำงานจริง:
ชื่อผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขเปลี่ยนบ่อยมาก ทุกครั้งควรตรวจสอบหน้าเว็บหรือเงื่อนไขล่าสุดก่อนตัดสินใจ
ธนาคารกสิกรไทย และบริษัทในเครือ
มีบริการเช่าซื้อ/ลีสซิ่งเครื่องจักร ผ่าน KLeasing และกลุ่มอุปกรณ์
ใช้ซื้อเครื่องจักรใหม่–มือสอง วงเงินพิจารณาได้ถึงประมาณ 70–100% ของมูลค่าเครื่อง
ธนาคารทิสโก้
มีสินเชื่อเพื่อลงทุนในเครื่องจักรสำหรับลูกค้า SME
ครอบคลุมเครื่องจักรหลายประเภท ทั้งมีล้อและในสายการผลิต
ธนาคารไทยเครดิต
ให้บริการเช่าซื้อเครื่องจักรและเครื่องมือ
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเสริมสภาพคล่อง และเป็นเจ้าของเครื่องเมื่อผ่อนครบ
กรุงไทย ลีสซิ่ง
เน้นเครื่องจักรก่อสร้าง เช่น รถขุด รถตัก
จุดเด่นคือดาวน์น้อย ผ่อนยาวได้ถึง 60–72 งวดในบางกรณี
บริษัทลีสซิ่งเอกชนและผู้ให้บริการเฉพาะทาง
มักรองรับรถโฟล์คลิฟท์ รถบรรทุก รถเครน รวมถึงการนำเครื่องจักรที่มีอยู่มารีไฟแนนซ์
สถาบันการเงินของรัฐ เช่น SME D Bank
มีสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่เปิดให้ใช้วงเงินซื้อเครื่องจักร ระบบประหยัดพลังงาน หรือเพิ่มผลิตภาพในโครงการเฉพาะ
ไม่ใช่ว่ามีโปรโมชั่นเครื่องจักรเมื่อไหร่ก็ “กู้ซื้อ” ได้ทันที การลงทุนเครื่องจักรคือการตัดสินใจระยะยาวที่ผูกกับภาระหนี้หลายปี จึงควรถามตัวเองก่อนว่า ธุรกิจอยู่ในจังหวะไหนกันแน่
ยอดขายปัจจุบันเริ่มชนเพดานกำลังการผลิตเดิม
ต้องทำโอทีหนักตลอด
ใช้เครื่องเต็ม capacity จนไม่มี buffer เผื่อออเดอร์ใหม่
มีดีมานด์จริง ไม่ใช่แค่งานชั่วคราว
ลูกค้าหลักสั่งซ้ำเรื่อย ๆ
มีคำสั่งซื้อ/สัญญารับงานระยะยาว
ตลาดมีแนวโน้มเติบโต ไม่ใช่ฟองสบู่ระยะสั้น
โมเดลธุรกิจและทีมงานเริ่มนิ่ง
กระบวนการผลิตปัจจุบันชัดเจน
ทีมงานมีประสบการณ์พอจะดูแลเครื่องใหม่ได้
ระบบคุณภาพเริ่มมีมาตรฐาน (แม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100%)
การลงทุนเครื่องจักร “เพิ่มกำลังผลิต” และ/หรือ “ลดต้นทุนต่อหน่วย” ได้จริง
ทำให้ผลิตได้มากขึ้นต่อชั่วโมง
ลดของเสีย ลดเวลาตั้งเครื่อง
ใช้แรงงานน้อยลงในบางจุด
ถ้าเงื่อนไขเหล่านี้เริ่มตรงหลายข้อ การพิจารณา สินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักร ก็อาจเป็นก้าวต่อไปที่สมเหตุสมผล
เวลาเราขอ กู้ซื้อเครื่องจักรโรงงาน สถาบันการเงินจะไม่ได้ดูแค่ “ราคาเครื่อง” แต่เขาจะมองภาพธุรกิจโดยรวมว่า การลงทุนนี้จะทำให้คุณมีความสามารถผ่อนหนี้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
ปัจจัยหลัก ๆ ที่มักดู มีประมาณนี้
ประวัติรายได้และกำไรของกิจการ
ยอดขายย้อนหลัง 1–3 ปี
แนวโน้มรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง
กำไรขั้นต้น/กำไรสุทธิเป็นอย่างไร
กระแสเงินสด (Cash Flow)
เงินเข้า–ออกในบัญชีธุรกิจ
ความสม่ำเสมอของการรับชำระจากลูกค้า
มีช่วงที่เงินขาดมือบ่อยไหม
โครงสร้างหนี้เดิม
ปัจจุบันมีหนี้อะไรอยู่บ้าง ค่างวดรวมต่อเดือนเท่าไร
ภาระหนี้เดิมทำให้ธุรกิจ “อึดอัด” อยู่แล้วหรือยังพอรับได้
ผลกระทบของเครื่องจักรใหม่ต่อธุรกิจ
เพิ่มกำลังการผลิตได้เท่าไร (เช่น จาก 1,000 ชิ้น/วัน เป็น 2,000 ชิ้น/วัน)
ลดต้นทุนต่อหน่วย หรือเวลาการผลิตลงได้มากน้อยแค่ไหน
มีออเดอร์/ลูกค้าที่รอ capacity เพิ่มอยู่จริงไหม
หลักประกัน
เครื่องจักรเองมีมูลค่าและสภาพคล่องแค่ไหน
มีทรัพย์สินอื่นค้ำหรือไม่ เช่น ที่ดิน อาคาร โรงงาน
ภาพรวมคือ ผู้ให้กู้ต้องเชื่อให้ได้ว่า “เงินที่เขาปล่อยให้คุณไปซื้อเครื่องจักร จะกลับมาจ่ายเขาได้จากกำไรที่เครื่องจักรช่วยสร้างเพิ่มขึ้น” ไม่ใช่จากการกู้ที่อื่นมาโปะต่อ
ก่อนตัดสินใจใช้ สินเชื่อเครื่องจักร ลองประเมิน “ความคุ้ม” ด้วยมุมมองตัวเลขง่าย ๆ เพื่อช่วยให้มั่นใจว่าตัดสินใจบนฐานข้อมูล ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่า “อยากได้ของใหม่”
ถามตัวเองว่า
เงินลงทุน (รวมราคาซื้อ + ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่อง) จะคืนกลับมาในรูปกำไรเพิ่มภายในกี่ปี?
ตัวอย่างง่าย ๆ:
ลงทุนซื้อเครื่องจักร = 3,000,000 บาท
หลังซื้อ ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเดือนละ ~60,000 บาท
ปีหนึ่งกำไรเพิ่ม = 60,000 × 12 = 720,000 บาท
ระยะเวลาคืนทุนคร่าว ๆ = 3,000,000 ÷ 720,000 ≈ 4.2 ปี
ถ้าเครื่องมีอายุใช้งานยาวเกิน 7–10 ปี และตลาดมีแนวโน้มดี การคืนทุนภายใน 4–5 ปีอาจถือว่า “สมเหตุสมผล” ขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละธุรกิจ
เครื่องจักรที่ดีไม่ใช่แค่ทำให้ผลิตได้เยอะขึ้น แต่ควรช่วยให้ “ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง หรือคุณภาพดีขึ้นจนขายได้ราคา” เช่น
ลดของเสีย (waste)
ลดเวลาตั้งเครื่อง/ปรับเปลี่ยนสายการผลิต
ลดจำนวนแรงงานที่ต้องใช้ในขั้นตอนเดิม
ลองเปรียบเทียบว่า
ก่อนลงทุน: ต้นทุน/ชิ้น เท่าไร
หลังลงทุน (รวมค่าเสื่อมและดอกเบี้ย): ต้นทุน/ชิ้น เท่าไร
ถ้าต้นทุนต่อหน่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือคุณภาพเพิ่มจนขายแพงขึ้นได้ นั่นคือ “กำไรขั้นต้น” ที่จะช่วยผ่อนค่างวดให้เครื่องจักรแทนคุณ
ในฐานะที่ปรึกษาด้านสินเชื่อธุรกิจ SME หนึ่งในเคสที่ดิฉันจำได้ชัดมาก คือธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ที่มาขอคำปรึกษาเรื่อง สินเชื่อเครื่องจักร หลังจากยื่นกู้เองแล้ว “ไม่ผ่านรอบแรก”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจนี้ไม่ได้แย่เลย ยอดขายย้อนหลังเฉลี่ยประมาณ 2.8–3.2 ล้านบาทต่อเดือน
กำไรขั้นต้นอยู่ราว 23–25% และมีลูกค้าหลักสั่งซ้ำต่อเนื่อง
แต่ปัญหาคือ เครื่องจักรเดิมเริ่มเป็นคอขวด
ผลิตได้เต็มที่ประมาณ 1,200 ชิ้น/วัน ทั้งที่มีออเดอร์รอมากกว่านั้น
ตอนที่ดิฉันลองไล่ดูเอกสารที่ลูกค้าใช้ยื่นกู้เอง สิ่งที่ธนาคารไม่มั่นใจไม่ใช่ “ราคาเครื่องจักร” แต่คือ
ตัวเลขกำไรที่ยื่นไป ไม่แยกให้เห็นว่าเครื่องใหม่จะเพิ่มกำไรตรงไหน
มีการคิดแค่ว่า “ซื้อเครื่องแล้วผลิตได้มากขึ้น”
แต่ไม่ได้แสดงว่า เงินสดจะเพิ่มขึ้นพอจ่ายค่างวดจริงหรือไม่
ค่างวดสินเชื่อที่ขอไว้ ประมาณ 78,000 บาท/เดือน
แต่ในเอกสารไม่ได้ผูกเข้ากับกำไรส่วนเพิ่มเลย
จากมุมมองของธนาคาร นี่คือความเสี่ยงทันที
ดิฉันไม่ได้เริ่มจากการปรับวงเงิน แต่เริ่มจาก “แยกตัวเลข”
แยกกำไร “ก่อนมีเครื่องใหม่” และ “หลังมีเครื่องใหม่”
เครื่องใหม่ทำให้กำลังผลิตเพิ่ม ~40%
แต่ดิฉันใช้ตัวเลข conservative คือ เพิ่มยอดขายจริงแค่ 25%
คำนวณกำไรสุทธิเพิ่มจาก capacity ที่เพิ่ม
กำไรสุทธิเพิ่มเฉลี่ย 95,000–105,000 บาท/เดือน
เอาตัวเลขนี้ไป “ครอบค่างวด”
ค่างวด ~78,000 บาท
เหลือ buffer ประมาณ 20,000+ บาท/เดือน
จุดนี้เองที่ทำให้เอกสาร “เปลี่ยนความรู้สึกของผู้พิจารณา”
จากเดิมที่เห็นแค่ภาระหนี้ → กลายเป็นเห็นว่า เครื่องจักรช่วยสร้างเงินสดมาจ่ายหนี้ได้จริง
หลังปรับเอกสารและโครงสร้างตัวเลข
สินเชื่อเครื่องจักรถูกอนุมัติในรอบถัดไป
ใช้โครงสร้างผ่อน 5 ปี เพื่อไม่ให้ค่างวดตึงเกิน
หลังติดตั้งเครื่องครบ 6 เดือน
กำไรสุทธิเฉลี่ยต่อเดือน สูงกว่าที่ประมาณการไว้เล็กน้อย
สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้จากเคสนี้ และใช้ซ้ำกับลูกค้า SME แทบทุกเคสคือ
ธนาคารไม่ได้ปฏิเสธสินเชื่อเครื่องจักรเพราะธุรกิจไม่ดี
แต่เพราะเขายังมองไม่เห็นชัดว่า “เงินจะมาจ่ายค่างวดจากตรงไหน”
ถ้าเจ้าของกิจการแสดงให้เห็นจุดนี้ได้ชัด
โอกาสอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ SME จะต่างออกไปมาก แม้ไม่ใช่ธุรกิจขนาดใหญ่ก็ตาม
แก่นของการใช้ สินเชื่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ คือ
“ให้เครื่องจักรช่วยสร้างกำไรเพิ่มขึ้นมากพอที่จะผ่อนค่างวดของตัวมันเอง”
ก่อนตัดสินใจ
ดูให้ชัดว่าธุรกิจอยู่ในจังหวะที่พร้อมขยายกำลังผลิตจริง ๆ
เลือกประเภทสินเชื่อให้เหมาะ: เช่าซื้อ, ลิสซิ่ง หรือเทอมโลน
ประเมินความคุ้มโดยดูทั้งระยะเวลาคืนทุน และผลต่อกำไรขั้นต้น
ระวังเรื่องหลักประกัน เงินดาวน์ และดอกเบี้ยลอยตัว
ไม่ลืมรักษาสุขภาพกระแสเงินสด และกันเงินสำรองเผื่อสถานการณ์ไม่คาดคิด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand)
ข้อมูลภาพรวมระบบสินเชื่อธุรกิจ SME แนวทางการพิจารณาสินเชื่อ และโครงสร้างสินเชื่อเพื่อการลงทุน
ใช้เป็นกรอบอ้างอิงด้านนโยบายการเงินและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศไทย
SME D Bank – ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
ข้อมูลผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ และโครงการสนับสนุน SME ที่สามารถนำวงเงินไปใช้ลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์
ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงด้านโครงสร้างสินเชื่อภาครัฐและแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ
เอกสารและประสบการณ์การให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อธุรกิจ SME ของ Siam Prime Capital (กรณีศึกษาไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้า)
อ้างอิงจากการวิเคราะห์งบการเงิน กระแสเงินสด และโครงสร้างสินเชื่อเครื่องจักรจริงของกิจการ SME ในภาคการผลิต
ใช้ประกอบการอธิบายเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อและตัวอย่างผลลัพธ์จากการใช้งานจริง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลสาธารณะของหน่วยงานทางการ และประสบการณ์จริงในการให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อธุรกิจ SME
คุณสามารถส่งข้อมูลเบื้องต้น เช่น
ประเภทธุรกิจ และงานที่ทำ
กำลังการผลิตปัจจุบันและเป้าหมายที่อยากเพิ่ม
ราคาประมาณการของเครื่องจักร และวงเงินที่ต้องการ
เราจะช่วยประเมินให้ว่า
ควรใช้ สินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักร แบบไหนให้เหมาะกับกิจการ
ลงทุนระดับไหนที่ไม่ทำให้ภาระหนี้เกินตัว
มีอะไรที่ควรเตรียมก่อนยื่นกู้จริง เพื่อให้มีโอกาสอนุมัติง่ายขึ้น