เขียนโดย : Editorial Team – Siam Prime Capital
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
เวลาพูดถึง สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เจ้าของกิจการมักมีคำถามคล้ายกันเสมอ เช่น
ธนาคาร “ให้/ไม่ให้” จากอะไรแน่
SME ต้องมียอดขายเท่าไรถึงเริ่มมีลุ้น
ทำไมยอดขายไม่ได้น้อย แต่ยื่นกี่ทีก็ไม่ผ่าน
เครดิตบูโรแบบไหนที่กระทบหนักจริง
ต้องปรับตัวเลข/โครงสร้างหนี้อย่างไรให้โอกาสอนุมัติสูงขึ้น
บทความนี้โฟกัส “เกณฑ์ที่ธนาคารใช้พิจารณา” สำหรับ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ (เช่น สินเชื่อแบบ Clean Loan/วงเงินที่ไม่ต้องใช้บ้าน-ที่ดินค้ำ) โดยอธิบาย 3 หลักการที่พบได้บ่อยในการพิจารณาเคส สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก และ SME คือ
รายได้–กำไร–ขนาดธุรกิจ 2) DSCR/กระแสเงินสด 3) เครดิตบูโร/พฤติกรรมหนี้
หมายเหตุ: ถ้าคุณกำลัง “รีบมาก” และกำลังจะไปทาง สินเชื่อเงินด่วน / กู้เงินด่วน ให้แวะอ่านหัวข้อ “FAQ” ด้านล่างก่อน เพราะหลายเคสพลาดจากการเลือกเครื่องมือผิดประเภท (เร็วแต่แพง/กดกระแสเงินสด)
เวลาธนาคารดูคำขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เขาไม่ได้ดูแค่ “อยากกู้เท่าไร” แต่จะถามตัวเอง 3 ข้อนี้เสมอ
ธุรกิจนี้อยู่ในระดับไหน – ยอดขายต่อปีประมาณเท่าไร โมเดลธุรกิจเป็นยังไง
รายได้/กำไรและกระแสเงินสดรองรับค่างวดได้ไหม – จ่ายแล้วธุรกิจยังหายใจได้สบายหรือเปล่า
เจ้าของธุรกิจเป็นคนใช้หนี้แบบไหน – เคยมีประวัติผิดนัดไหม ชำระสม่ำเสมอหรือไม่
เกณฑ์ทั้งสามจะถูกแปลเป็นตัวเลขและคะแนน เช่น
รายได้ต่อปี
กำไรสุทธิ
DSCR (Debt Service Coverage Ratio)
อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้
ประวัติเครดิตและพฤติกรรมจ่ายในอดีต
ถ้าอยากเข้าใจภาพใหญ่ของสินเชื่อแบบไม่ใช้หลักประกันก่อน แนะนำย้อนกลับไปอ่านหน้าแม่ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคืออะไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน แล้วค่อยกลับมาดูตัวเลขในบทความนี้ จะเห็นภาพชัดขึ้นมาก
คำถามยอดฮิตคือ
“SME ต้องมีรายได้เท่าไรถึงกู้ผ่าน?”
คำตอบคือ ไม่มีตัวเลขเป๊ะ ๆ ที่ใช้ได้กับทุกเคส แต่มี “โซน” ให้พอประเมินได้คร่าว ๆ ว่าอยู่จุดไหนในสายตาธนาคาร
ลองแบ่งแบบง่าย ๆ เพื่อให้เห็นภาพ (ตัวเลขนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อใช้คิด ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวของทุกสถาบันการเงิน)
ยังจัดอยู่ในกลุ่ม Micro หรือธุรกิจขนาดเล็กมาก
ถ้าจะขอสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ วงเงินอาจไม่สูงมาก
ธนาคารจะดูหนักเรื่อง
ความสม่ำเสมอของรายได้
การเดินบัญชี
ความเป็นระบบของธุรกิจ
ถ้าตัวเลขกลุ่มนี้แต่ยังไม่มีงบการเงิน/ภาษีชัด การจัดบ้านก่อน 6–12 เดือนจะช่วยอย่างมาก
เริ่มเป็นโซนที่ “คุยง่ายขึ้น”
ถ้าเดินบัญชีสม่ำเสมอ ยื่นภาษีใกล้เคียงความจริง
มีกำไร (หรืออย่างน้อยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก)
ภาระหนี้ไม่แน่นจนเกินไป
ธุรกิจกลุ่มนี้มีโอกาสเข้าเกณฑ์เบื้องต้นของสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้มากขึ้น
ธนาคารจะเริ่มเห็นธุรกิจคุณ “เป็นภาพชัดเจน” มากขึ้น
ถ้ากำไรและ DSCR อยู่ในโซนดี ประกอบกับเครดิตเจ้าของไม่เสีย
โอกาสขอวงเงินก้อนใหญ่ขึ้น หรือโครงสร้างสินเชื่อที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม จะมากขึ้นตาม
ในบทความเคสอย่าง
เคสย่อ: ธุรกิจยอดขาย 3–5 ล้านต่อปี ขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ผ่านได้ยังไง
เคสย่อ: ธุรกิจยอดขาย 10–30 ล้านต่อปี เพิ่มวงเงินสินเชื่อไม่ใช้หลักประกันอย่างไรไม่ให้ DSCR พัง
จะเล่าตัวอย่างจริงให้เห็นว่า ธุรกิจแต่ละระดับต้องปรับอะไรบ้างก่อนยื่น
แม้ยอดขายจะสำคัญ แต่สิ่งที่ธนาคารสนใจไม่แพ้กันคือ
“หลังจากจ่ายค่าของ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายประจำ และหนี้ก้อนอื่น ๆ แล้ว
ธุรกิจยังมีเงินเหลือพอจ่ายค่างวดกู้ใหม่แบบสบาย ๆ หรือเปล่า?”
ตรงนี้แหละคือที่มาของตัวเลขชื่อยาว ๆ อย่าง DSCR (Debt Service Coverage Ratio)
สูตร DSCR แบบง่าย ๆ คือ
DSCR = เงินสดที่ธุรกิจมีไว้จ่ายหนี้ / ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในงวดนั้น
ถ้า DSCR = 1 หมายความว่า
มีเงินพอดีเป๊ะสำหรับจ่ายหนี้
แต่ไม่มีกันชนเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ธนาคารจำนวนมากจึงมักอยากเห็น DSCR มากกว่า 1 ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่าถ้าขายได้น้อยลงบ้าง ธุรกิจยังจ่ายหนี้ได้ ไม่ใช่ล้มทั้งระบบเพราะค่างวด
หลายธุรกิจ “มีกำไรในงบ” แต่กระแสเงินสดตึง เพราะ
ขายเชื่อยาวไป ลูกหนี้การค้าบวม แต่เงินสดยังไม่เข้า
สต็อกค้างเยอะ เงินจมอยู่ในสินค้า
เจ้าของดึงเงินออกไปใช้ส่วนตัวเยอะเกินไป
เคสที่ไม่ผ่านบ่อย: เงินเข้าบัญชีเยอะเป็นบางเดือน แต่เดือนอื่นเงียบ ทำให้ธนาคารประเมิน “รายได้ปกติ” ไม่ได้ และมองว่ารายได้ไม่เสถียร
อีกจุดที่เจอบ่อย: รายได้เข้าบัญชีจริง แต่โอนออกทันทีหลายรอบ (ลักษณะเงินวิ่ง) ทำให้ดูเหมือนรายได้ไม่ใช่ยอดขายจากธุรกิจ
ธุรกิจที่ดู “ผ่านง่ายขึ้น” มักมีสิ่งร่วมกันคือ บัญชีธุรกิจแยกชัด + เงินเข้าตามรอบขายจริง + มีคำอธิบายยอดเงินก้อนใหญ่ได้ (เช่น มัดจำ/ปิดงาน/ยอดโปรเจกต์)
หมายเหตุ: นี่เป็น “รูปแบบที่พบได้บ่อยจากเคสงานจริง” เพื่อช่วยให้คุณเช็กตัวเอง ไม่ใช่การการันตีผลอนุมัติของทุกธนาคาร
อีกคำถามที่พบกันบ่อยคือ
“ติดเครดิตบูโรแบบไหนถึงกู้ไม่ผ่าน?”
“เครดิตบูโรล้างประวัติกี่ปี?”
ในมุมธนาคาร เครดิตบูโรคือ “ประวัติการใช้หนี้ในอดีต” ที่บอกว่าเจ้าของธุรกิจเป็นคนรักษาคำพูดแค่ไหน
ภาพกว้าง ๆ แบ่งง่าย ๆ ได้แบบนี้
จ่ายช้าบ้างเป็นครั้งคราว แต่ปรับตัวดีขึ้นแล้ว
ถ้าเหตุการณ์ผ่านมาแล้วระยะหนึ่ง และปัจจุบันจ่ายตรง
ธนาคารบางแห่งยังพอรับได้ โดยเฉพาะถ้าตัวเลขธุรกิจและ DSCR ดูดี
มีหนี้เสีย หรือค้างหนี้ยาวนาน
ตรงนี้จะเริ่มหนัก
ธนาคารจะต้องดูเป็นเคสว่าปัจจุบันแก้อะไรไปแล้วบ้าง
ถ้ายังไม่ได้เคลียร์ อาจต้องวางแผนฟื้นเครดิตก่อน
โดยทั่วไปข้อมูลในเครดิตบูโรจะอยู่ประมาณหลายปี (ขึ้นกับประเภทข้อมูล) แต่สำคัญกว่าคือ
ธนาคารสนใจ “แนวโน้ม” ว่าปัจจุบันคุณใช้หนี้อย่างมีวินัยขึ้นหรือเปล่า
นอกจากตัวเลขค้างชำระแล้ว ยังมีพฤติกรรมที่ทำให้ธนาคารกังวล เช่น
มีวงเงินบัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคลจำนวนมาก และใช้ใกล้เต็มวงเงินตลอด
เปิดบัญชีสินเชื่อหลายแห่ง ระยะเวลาใกล้กันมาก ๆ ดูเหมือนวิ่งหนี้เป็นทอด
รูปแบบการชำระ “เกือบขั้นต่ำตลอด” ทำให้ปิดหนี้ไม่ลงเสียที
ถ้าตัวเลขธุรกิจดี แต่เครดิตส่วนบุคคลยังดูเหนื่อย ธนาคารอาจให้คำแนะนำว่า ควรเคลียร์/ปรับโครงสร้างหนี้ส่วนบุคคลบางส่วนก่อน แล้วค่อยกลับมายื่นเพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ
บทความอย่าง ขอสินเชื่อไม่ผ่านแล้วทำยังไงดี? วางแผน 6–12 เดือนเพื่อยื่นสินเชื่อไม่ใช้หลักประกันรอบสอง จะช่วยวางแผนตรงนี้ให้เห็นเป็น Step มากขึ้น
หลายธุรกิจพอเห็นคำว่า DSCR, เครดิตบูโร, กระแสเงินสด ก็เริ่มรู้สึกว่าซับซ้อน แต่ถ้าแปลงเป็นภาษาคนทำธุรกิจจริง ๆ แล้ว จุดที่ปรับได้หลัก ๆ มีอยู่ประมาณนี้
ถ้ามีหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคลดอกเบี้ยสูง
บางครั้งการ “รีไฟแนนซ์/รวมหนี้” ให้กลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ดอกเบี้ยต่ำกว่า และผ่อนยาวขึ้น
จะทำให้ DSCR ดูดีขึ้น เพราะค่างวดรวมต่อเดือนลดลง
ธุรกิจที่รายได้เป็นฤดูกาล อาจต้องคุยโครงสร้างค่างวดให้สอดคล้อง
ทางเลือกอย่างการผสม Clean Loan + วงเงินหมุนเวียน (OD/Factoring/PO Finance) ให้เหมาะกับจังหวะเงินเข้า–ออก
จะทำให้ “ความเครียดต่อเดือน” ลดลง และภาพรวมเครดิตดีขึ้น
ตรงนี้บทความอย่าง ใช้ Clean Loan ควบคู่ Factoring และ PO Finance เสริมสภาพคล่อง SME จะช่วยให้เห็นตัวอย่างรูปธรรมมากขึ้น
แยกบัญชีส่วนตัว–บัญชีธุรกิจให้มากที่สุด
ดึงรายได้เข้าบัญชีให้สม่ำเสมอ ไม่ลอยอยู่ในเงินสดจนธนาคารมองไม่เห็น
จัดทำงบการเงินและภาษีให้สอดคล้องกับความจริงมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้จะไปเล่าลึกขึ้นในบทความ เดินบัญชียังไงให้ธนาคารเชื่อ: ลดเงินสดลอย เพิ่มความโปร่งใส และ Roadmap 12 เดือน ก่อนยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
สำหรับ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ธนาคารไม่ได้ถามแค่ว่า
“คุณมีอะไรไปค้ำ?”
แต่เปลี่ยนเป็นถามว่า
“ธุรกิจของคุณมีศักยภาพสร้างรายได้และจ่ายหนี้ในระยะยาวได้ไหม?”
ซึ่งตีความออกมาเป็น 3 เสาหลักในบทความนี้
ขนาดธุรกิจและระดับรายได้–กำไร
DSCR และกระแสเงินสดจริง
เครดิตบูโรและพฤติกรรมหนี้ของเจ้าของกิจการ
ถ้าคุณเข้าใจ 3 ส่วนนี้อย่างถ่องแท้ แล้วค่อยวางแผนปรับตัวเลขและพฤติกรรมก่อนยื่นกู้ ไม่ว่าจะยื่นกับธนาคารไหน โอกาสผ่านจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน
จากตรงนี้ คุณสามารถต่อไปอ่านบทความที่เชื่อมกัน เช่น
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคืออะไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
วิธีทำ DSCR ให้ปลอดภัย โดยไม่กดกระแสเงินสดธุรกิจ
เดินบัญชียังไงให้ธนาคารเชื่อ: ลดเงินสดลอย เพิ่มความโปร่งใส
ขอสินเชื่อไม่ผ่านแล้วทำยังไงดี? วางแผน 6–12 เดือนเพื่อยื่นสินเชื่อไม่ใช้หลักประกันรอบสอง
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ได้ตัดสินกันที่ความต้องการเงินเพียงอย่างเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับว่า
ธุรกิจมีรายได้และกระแสเงินสดที่ยั่งยืนหรือไม่
ภาระหนี้อยู่ในระดับที่รับได้จริง
เจ้าของกิจการมีวินัยทางการเงินเพียงใด
การเข้าใจเกณฑ์เหล่านี้ล่วงหน้า จะช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติ และลดความจำเป็นในการพึ่ง สินเชื่อเงินด่วนหรือกู้เงินด่วน ที่มีต้นทุนสูง
Q1: สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คืออะไร?
A: คือสินเชื่อที่ไม่ต้องใช้บ้าน/ที่ดินค้ำ โดยธนาคารพิจารณาจากรายได้ กำไร กระแสเงินสด (เช่น DSCR) และเครดิตของเจ้าของ/กรรมการเป็นหลัก
Q2: แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ มีแบบไหนบ้าง?
A: โดยทั่วไปพบได้ทั้งสินเชื่อแบบ Clean Loan/Term, วงเงินหมุนเวียน (OD/Working Capital) และเครื่องมือเสริมสภาพคล่องตามเอกสารการค้า (เช่น factoring/PO finance ในบางกรณี)
Q3: SME ต้องมียอดขายเท่าไรถึงเริ่มมีโอกาสผ่าน?
A: ไม่มีเลขตายตัว แต่ธุรกิจที่เงินเข้าบัญชีสม่ำเสมอ เอกสารสอดคล้อง และภาระหนี้รวมไม่กด DSCR มัก “คุยง่ายขึ้น” (บทความนี้ให้โซนเพื่อประเมินความพร้อมคร่าว ๆ)
Q4: ถ้าติดเครดิตบูโร ยังมีโอกาสไหม?
A: ขึ้นกับความรุนแรงและ “แนวโน้มล่าสุด” ถ้าเป็นหนี้เสียค้างยาวและยังไม่เคลียร์มักกระทบหนัก แต่ถ้าเคยสะดุดและกลับมาจ่ายตรงต่อเนื่อง บางเคสยังพอคุยได้เมื่อกระแสเงินสดแข็งแรง
Q5: สินเชื่อเงินด่วน/กู้เงินด่วน ต่างจากสินเชื่อธุรกิจแบบไม่มีหลักทรัพย์อย่างไร?
A: เงินด่วนมักเน้นความเร็ว แต่ต้นทุนอาจสูงกว่าและถ้าใช้ซ้ำ ๆ จะกดกระแสเงินสด ส่วนสินเชื่อธุรกิจแบบไม่มีหลักทรัพย์จะเน้นโครงสร้างและการประเมินจากข้อมูลธุรกิจ เหมาะกับการวางแผนระยะกลาง-ยาวมากกว่า
บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) — ข้อมูลเครดิตและคำถามพบบ่อย
ใช้เพื่อทำความเข้าใจว่า “ข้อมูลเครดิต” สะท้อนพฤติกรรมชำระหนี้อย่างไร และช่วยวางแผนฟื้นเครดิตก่อนยื่นรอบใหม่
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน/ข้อมูลสินเชื่อ) — แนวทางความเข้าใจผลิตภัณฑ์และต้นทุนสินเชื่อ
ใช้เพื่อเทียบกรอบเงื่อนไข ค่าใช้จ่าย และแนวคิดการประเมินความสามารถชำระหนี้ในภาพรวม (ช่วยอ่านสัญญาให้รอบคอบ)
บสย. (TCG) — การค้ำประกันสินเชื่อ
ใช้เป็นทางเลือกเพิ่ม “ความสามารถเข้าถึงสินเชื่อ” ในกรณีไม่มีหลักทรัพย์ โดยการค้ำประกันช่วยลดความเสี่ยงให้ธนาคารในบางเคส